LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.   โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากโจทก์เป็นระยะเวลา 2 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สิน ส่งมอบที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและดึกแถวดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนจำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ผิดสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมากเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายดำ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายดำยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ และนายดำมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทย์ร่วมได้หรือไม่

Advertisement

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือ บุคคลใดจะต้องให้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้โดยการร้องสอด

ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตามคู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า

                        ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใด ๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.         กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้

เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.         กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่ามีความ

จำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายสารบัญญัติ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)

ตามข้อเท็จจริง ขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งอยู่โดยละเมิดต่อโจทก์ได้ เพราะถือว่าได้มีข้อแย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 และแม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

                        ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า นายดำจะมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่ เห็นว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น ซึ่งหมายถึง จะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาคดีนั้นโดยตรงหรือผลของคดีตามกฎหมายจะมีผลไปถึงตนด้วยนั่นเอง

                        เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายดำแล้ว นายดำซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จากโจทก์ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) และเมื่อโจทก์ยังคงมีอำนาจฟ้องต่อไป นายดำจึงมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

สรุป โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และนายดำมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

Advertisement