LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ 1/2555

การสอบไล่ภาค 1  ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ  ข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  เมื่อวันที่  1  ตุลาคม  2551  นาย  ก  อาชีพทนายความ  กู้ยืมเงินนาย  ข  100,000  บาท  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  15  ต่อปี  ตกลงชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในวันที่  1  ตุลาคม  2552  ที่บ้านของนาย  ข  ต่อมาเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ  นาย  ก  ได้นำเงินสดพร้อมดอกเบี้ยไปชำระแก่นาย  ข  ที่บ้าน  แต่นาย  ข  เห็นว่า  ดอกเบี้ยที่ได้รับตามสัญญาสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร  จึงไม่ยอมรับชำระหนี้ดังกล่าว  และแจ้งให้นาย  ก  นำเงินกลับไปก่อน  นาย  ก  ไม่ว่าอะไรแล้วกลับบ้านไป  เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันที่  10 ตุลาคม  2554

นาย  ข  ได้ยื่นฟ้องนาย  ก  ต่อศาลเรียกเงินที่ให้กู้ไปคืนโดยคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่  2  ตุลาคม  2552  เป็นต้นไปจนกว่านาย  ก  จะชำระเสร็จสิ้น  นาย  ก  ได้รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่  1  ธันวาคม  2554  จากข้อเท็จจริงดังกล่าว  ถ้านักศึกษาเป็นศาลจะวินิจฉัยข้อกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  203  ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้  หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้  ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน  และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

มาตรา  204  ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว  และภายหลังแต่นั้น  เจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว  ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้  ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน  และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้  ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย  วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้  ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว

มาตรา  207  ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้  และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้  ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด

มาตรา  221  หนี้เงินอันต้องเสียดอกเบี้ยนั้น  ท่านว่าจะคิดดอกเบี้ยในระหว่างที่เจ้าหนี้ผิดนัดหาได้ไม่

มาตรา  224  วรรคแรก  หนี้เงินนั้น  ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี  ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น  โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย  ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

วินิจฉัย

 กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นาย  ก  กู้ยืมเงินนาย  ข  100,000  บาท  โดยตกลงชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในวันที่  1  ตุลาคม  2552  ที่บ้านของนาย  ข  นั้น  ย่อมถือว่าหนี้รายนี้เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้  ตามวันแห่งปฏิทินตามมาตรา  204  วรรคสอง  ดังนั้น  เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและนาย  ก  ได้นำเงินสดพร้อมดอกเบี้ยไปชำระที่บ้านนาย  ข  จึงถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว  เมื่อปรากฏว่านาย  ข  กลับไม่ยอมรับชำระหนี้ดังกล่าว  เพราะเห็นว่าดอกเบี้ยที่ได้รับตามสัญญาสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราเงินฝากธนาคาร  ย่อมถือว่านาย  ข  เจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้  นาย  ข  เจ้าหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 207

และเมื่อถือว่านาย  ข  เจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด  ผลแห่งการนี้ย่อมทำให้นาย  ข  ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างที่ตนผิดนัดได้ตามมาตรา  221  และทำให้หนี้เงินกู้ระหว่างนาย  ก  กับนาย  ข  กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระตามมาตรา  203  วรรคแรก

ดังนั้น  เมื่อปรากฏว่าวันที่  10  ตุลาคม  2554  นาย  ข  ได้ยื่นฟ้องนาย  ก  ต่อศาล  เรียกเงินที่ให้กู้ไปคืน  นาย  ข  จึงไม่อาจจะเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาจากนาย  ก  ตั้งแต่วันที่  2  ตุลาคม  2552  ได้  เพราะถือว่าอยู่ระหว่างเวลาที่นาย  ข  เจ้าหนี้ผิดนัดตามมาตรา  221

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อหนี้รายนี้กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระแล้ว  การที่นาย  ข  เจ้าหนี้ยื่นฟ้องนาย  ก  เรียกหนี้เงินกู้คืนนั้น  ย่อมถือว่านาย  ข  ได้เตือนนาย  ก  ให้ชำระหนี้แล้วตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้อง  ดังนั้น  นาย  ข  จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่  10  ตุลาคม  2554  เป็นต้นไป  จนกว่านาย  ก  จะชำระหนี้เสร็จสิ้น  เพราะถือว่าอยู่ระหว่างเวลาที่นาย  ก  ลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา  204  วรรคแรก  โดยนาย  ข  สามารถเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ  15  ต่อปี ตามสัญญา  ตามมาตรา  224

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล  ข้าพเจ้าจะวินิจฉัยข้อกฎหมายดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น