LAW3003 (LA 303),(LW 304) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว 2/2552

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3003 (LA 303),(LW 304) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายสมบัติตกลงกับ  น.ส.สุดา  ว่าจะมาทำการหมั้นโดยจะมอบแหวนเพชร  1  วง  และทอง  10  บาท  ให้เป็นของหมั้นในวันที่ตกลงมาทำสัญญาหมั้น  นายสมบัติไม่สามารถหาแหวนและทองได้ทันเวลา  แต่  น.ส.เมตตา  เพื่อนของ  น.ส.สุดา  เห็นว่าไม่ควรให้เลื่อนเวลาหมั้นจึงถอดแหวนให้นายสมบัตินำไปสวมให้  น.ส.สุดาก่อน  ซึ่ง  น.ส.สุดา  ก็เห็นด้วย  ส่วนทอง  10  บาทนั้นได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน  170,000  บาทไว้ให้แทน  ต่อมา  น.ส.สุดาได้ลาออกจากงานมาช่วยทำงานที่บ้านของนายสมบัติ  แต่นายสมบัติได้ไปร่วมประเวณีกับ  น.ส.เมตตา  และชวนมาอาศัยอยู่ในบ้านและปฏิเสธไม่สมรสกับ  น.ส.สุดา  น.ส.สุดา  ไม่พอใจจึงต้องการฟ้องเรียกเงินกู้  170,000  บาท  เรียกค่าทดแทนที่ได้ลาออกจากงาน  และฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก  น.ส.เมตตาด้วย  เช่นนี้จะทำได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1437  วรรคแรกและวรรคสอง  การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง

มาตรา  1440  ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้  ดังต่อไปนี้

(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส

มาตรา  1445  ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น  เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา  1442  หรือมาตรา  1443  แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

การหมั้นจะสมบูรณ์หรือไม่นั้น  ต้องพิจารณาว่า  ฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าจะสมรสกับหญิงหรือไม่  หรับการส่งมอบหรือการโอนจะเป็นอย่างไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของทรัพย์สินอันเป็นของหมั้น

ทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ในของหมั้นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นของฝ่ายชายเสมอ  กล่าวคือ  ฝ่ายชายอาจไม่มีทรัพย์สินเงินทองเป็นของตนเองแล้วไปหยิบยืมจากบุคคลอื่นมาใช้เป็นของหมั้น  เช่นนี้  ของหมั้นเป็นสิทธิของหญิงหรือไม่  หรือการหมั้นจะสมบูรณ์หรือไม่  ต้องพิจารณาว่า  ถ้าเจ้าของทรัพย์สินให้ยืมทรัพย์สินไปใช้เป็นของหมั้นชั่วคราว  เมื่อฝ่ายหญิงไม่ทราบ  ของหมั้นนั้นย่อมตกเป็นสิทธิของฝ่ายหญิง  (ฎ.1198/2492)  แต่ถ้าหญิงก็ทราบว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของฝ่ายชาย  และเจ้าของทรัพย์สินนั้นก็ยังคงต้องการทรัพย์สินนั้นอยู่  กรณีเช่นนี้ถ้าฝ่ายชายส่งมอบทรัพย์สินนี้เป็นของหมั้นให้แก่หญิง  การหมั้นก็คงไม่สมบูรณ์  เพราะไม่อาจถือได้ว่ามีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่หญิง  ซึ่งทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่หญิงได้ตามมาตรา  1437  วรรคสอง 

เมื่อแหวนที่นายสมบัตินำมาหมั้น  เป็นแหวนที่ยืมมาจาก  น.ส.เมตตา  โดย  น.ส.สุดา  ฝ่ายหญิงก็ทราบว่าแหวนดังกล่าวเป็นของ  น.ส.เมตตา  ดังนี้  แหวนที่สวมให้  น.ส.สุดา  จึงไม่ใช่ของหมั้นเพราะไม่ถือว่าฝ่ายชายได้ส่งมอบทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง  การหมั้นจึงไม่สมบูรณ์ตามมาตรา  1437 วรรคแรก

สำหรับสัญญากู้ยืมเงินนั้น  ก็ไม่ถือว่าเป็นการให้ของหมั้นตามกฎหมาย  ทั้งนี้เพราะรูปแบบของการหมั้นตามกฎหมายจะต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง  คือ  การส่งมอบ  หรือการโอนทรัพย์สิน  รูปแบบของการหมั้นจึงไม่สามารถเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างชายกับหญิงได้  เมื่อสัญญากู้ยืมไม่ถือว่าเป็นของหมั้นตามกฎหมาย  น.ส.สุดา  จึงฟ้องเรียกเงินกู้ไม่ได้ 

ดังนั้น  เมื่อไม่ได้ทำสัญญาหมั้นตามกฎหมาย  การกระทำของนายสมบัติจึงไม่อาจถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมั้นที่ น.ส.สุดา  จะเรียกค่าทดแทนตามมาตรา  1440(3)  ได้

ส่วนการที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก  น.ส.เมตตา  ก็ไม่สามารถฟ้องตามมาตรา  1445  ได้เช่นกัน  ทั้งนี้เพราะสัญญาหมั้นไม่สมบูรณ์

สรุป  น.ส.สุดา  จะฟ้องเรียกเงินกู้  170,000  บาท  เรียกค่าทดแทนที่ได้ลาออกจากงานและฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก  น.ส.เมตตา  ไม่ได้

ข้อ  2  นายสอนและนางสร้อยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  นายสอนได้ทำหนังสือและจดทะเบียนให้บ้านและที่ดิน  1  แปลง  ที่เป็นสินสมรสให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสร้อยแต่เพียงผู้เดียว  ต่อมานางสร้อยไปกู้ยืมเงินนายก่อ  จำนวน  10,000  บาท  เพื่อมาจ่ายค่ารักษานางสร้อยที่ประสบอุบัติเหตุ  โดยนายสอนไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมในการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด  หลังจากนั้น  นายสอนและนางสร้อยทะเลาะกัน  ทั้งสองได้จดทะเบียนหย่ากัน  หลังจากที่หย่ากันได้  3  เดือน  นายสอนได้มาปรึกษาท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายครอบครัวว่า  นายสอนจะบอกล้างนิติกรรมการให้บ้านและที่ดินที่เป็นสินสมรสกับนางสร้อยได้หรือไม่  และนายสอนต้องร่วมรับผิดในหนี้จำนวน  10,000  บาทที่นางสร้อยยืมมาจากนายก่อหรือไม่  จงให้คำปรึกษาแก่นายสอน

ธงคำตอบ

มาตรา  1469  สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

มาตรา  1490  หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้

หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว  การอุปการะเลี้ยงดู  ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ

วินิจฉัย

การที่นายสอนได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนให้บ้านและที่ดิน  1  แปลงที่เป็นสินสมรสให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสร้อยแต่เพียงผู้เดียว  กรณีถือเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา  1469  นายสอนจึงมีสิทธิบอกล้างการให้บ้านและที่ดินในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนด  1  ปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  หลังจากที่นายสอนและนางสร้อยจดทะเบียนหย่ากันได้  3  เดือน  ซึ่งถือว่าอยู่ภายในกำหนด  1  ปี  นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน  นายสอนจึงมีสิทธิบอกล้างการให้บ้านและที่ดินที่เป็นสินสมรสได้

ส่วนการที่นางสร้อยไปกู้ยืมเงินจำนวน  10,000  บาท  เพื่อม่ายค่ารักษานางสร้อยที่ประสบอุบัติเหตุนั้น  กรณีถือว่าเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวที่เกิดในระหว่างสมรส  จึงเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดร่วมกันตามมาตรา  1490(1)  ทั้งนี้แม้ว่านายสอนและนางสร้อยได้หย่ากันแล้ว  และนายสอนไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมในการกู้ยืมเงินนั้นก็ตาม  นายสอนก็ต้องรับผิดร่วมกันกับนางสร้อยในหนี้จำนวน  10,000  บาท  ที่นางสร้อยกู้ยืมจากนายก่อ

สรุป  นายสอนบอกล้างนิติกรรมการให้บ้านและที่ดินที่เป็นสินสมรสกับนางสร้อยได้  และนายสอนจะต้องร่วมรับผิดในหนี้จำนวน  10,000  บาท  ที่นางสร้อยยืมมาจากนายก่อ

ข้อ  3  นายแสบหลอกนางใสว่าเป็นหนุ่มโสดนางใสจึงจดทะเบียนสมรสด้วย  มาทราบภายหลังว่านายแสบมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วคือ  นางสี  ต่อมานายแสบไปอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับนางแม้วและมีบุตรด้วยกันคือ  ด.ช.เอก  เมื่อนางสีตาย  นายแสบจึงไปจดทะเบียนสมรสกับนางแม้วด้วยความสงสาร

การสมรสระหว่างนายแสบและนางใส  การสมรสระหว่างนายแสบและนางแม้วมีผลในทางกฎหมายอย่างไร

บุตรที่นางแม้วคลอดมานั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของใคร  ตั้งแต่เมื่อใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1452  ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

มาตรา  1457  การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

มาตรา  1495  การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา  1449  มาตรา  1450  มาตรา  1452  และมาตรา  1458  เป็นโมฆะ

มาตรา  1501  การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย  การหย่า  หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1547  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน  จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

วินิจฉัย

 (1)          การที่นางใสจดทะเบียนสมรสกับนายแสบ  ในขณะที่นายแสบมีภริยาคือ  นางสีอยู่  จึงเป็นการสมรสซ้อนตามมาตรา  1452  มีผลเป็นโมฆะตามมาตรา  1495

ส่วนการสมรสระหว่างนายแสบและนางแม้วนั้น  เมื่อนางสีถึงแก่ความตาย  การสมรสระหว่างนายแสบกับนางสีย่อมสิ้นสุดลงตามมาตรา  1501  นายแสบไปจดทะเบียนสมรสกับนางแม้วจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด  การสมรสมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ทั้งนี้ตามมาตรา  1547

 (2)          ด.ช.เอก  เป็นบุตรของนายแสบและนางแม้วซึ่งเกิดก่อนที่บิดามารดาจะได้จดทะเบียนสมรสกัน  ดังนั้น  ด.ช.เอก  จึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางแม้วนับแต่คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกตามมาตรา  1546  ที่ว่า  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  และเมื่อนายแสบและนางแม้วจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง  ด.ช.เอก  จึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายแสบบิดานับตั้งแต่ที่  ด.ช.เอก  เกิด  แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุให้เสื่อมเสียสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่  ด.ช.เอก  เกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันไม่ได้ตามมาตรา  1547  ประกอบมาตรา  1557

สรุป

(1)          การสมรสระหว่างนายแสบและนางใสเป็นโมฆะ  ส่วนการสมรสระหว่างนายแสบและนางแม้วมีผลสมบูรณ์

(2)          ด.ช.เอก  เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางแม้วนับแต่คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและเมื่อนางแม้วและนายแสบจดทะเบียนสมรสกัน  ด.ช.เอก  จึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายแสบนับแต่บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันย้อนไปถึงเกิด

ข้อ  4  นายไก่และนางไข่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  มีบุตรด้วยกันคือหนึ่ง  ต่อมานางไข่ป่วยจึงยกนางแดงสาวใช้ให้ทำหน้าที่ภริยาอีกคนหนึ่ง  ต่อมานายไก่ได้ไปรู้จักรักใคร่ชอบพอนางสาวสดใสส่งเสียเลี้ยงดูประหนึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง

นางไข่จะฟ้องหย่านายไก่  เพราะนายไก่มีภริยาน้อย  2  คน  คือ  นางแดงและนางสาวสดใสได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

หนึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของใคร  ตั้งแต่เมื่อใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี  เป็นชู้หรือมีชู้  หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

มาตรา  1517  วรรคแรก  เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา  1516(1)  และ  (2)  ถ้ามามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี  ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น  ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

มาตรา  1536  วรรคแรก  เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี  หรือเคยเป็นสามีแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

 (1) นายไก่และนางไข่เป็นภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  การที่นายไก่มีภริยาน้อย  คือ  นางแดงสาวใช้  กรณีเช่นนี้โดยหลักแล้วนางไข่ย่อมสามารถนำไปเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามมาตรา  1516(1)  แต่อย่างไรก็ดีเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางไข่ป่วยจึงยกนางแดงสาวใช้ให้ทำหน้าที่ภริยา  กรณีจึงต้องถือว่านางไข่รู้เห็นเป็นใจ  จึงไม่สามารถนำเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามมาตรา  1517  วรรคแรก

ส่วนกรณีที่นายไก่ได้ไปอุปการะเลี้ยงดูนางสาวสดใสนั้น  เมื่อนางไข่ไม่ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำของนายไก่  นางไข่จึงสามารถยกเหตุที่ว่านี้มาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามมาตรา  1516(1)

 (2) เมื่อหนึ่งเกิดในขณะที่นายไก่และนางไข่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  หนึ่งจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่และนางไข่  นับแต่คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก  เพราะเป็นเด็กที่เกิดระหว่างสมรสตามมาตรา  1536

สรุป 

(1) นางไข่จะฟ้องหย่านายไก่เพราะมีนางแดงภริยาน้อยไม่ได้  แต่ฟ้องหย่าเพราะนายไก่มีนางสาวสดใสภริยาน้อยได้

(2) หนึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่และนางไข่  นับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก