LAW2012 (LA 212),(LW 212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย สอบซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2012 (LA 212),(LW 212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ 1.       เอกได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเองแบบมรณะไว้กับบริษัทประกันชีวิตจำกัด จำนวนเงินที่เอาประกัน 1 ล้านบาท สัญญากำหนด 10 ปี ระบุให้โทซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมากเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งก่อนทำสัญญาประกันชีวิต เอกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี แต่หลังจากทำสัญญาไปได้ 1 ปี เขาก็ป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ จึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาโทว่าควรที่จะแจ้งให้บริษัททราบดีหรือไม่ และมีความเห็นตรงกันว่าไม่ต้องแจ้ง และทั้งคู่ได้ปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาอีก 2 ปี เอกก็เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจวาย โทจึงไปขอรับเงินจากบริษัท แต่บริษัท   ไม่จ่าย โดยอ้างว่า
1.               โทไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับเอก จึงไม่มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันชีวิตนี้ และ

2.              
โทได้ปกปิดความจริงเกี่ยวกับการที่เอกป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ตับ ทั้ง ๆ ที่ทราบดีแต่ไม่แจ้งให้บริษัททราบ จึงทำให้สัญญาเป็นโมฆียะ และได้บอกล้าง
จงวินิจฉัยว่าข้ออ้างของบริษัททั้ง 2 ข้อ ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

 แนวคำตอบ  หลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 862, 863, 865, 889, 890

 วินิจฉัย  เอกได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเอง ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกัน สัญญามีผลผูกพันตามมาตรา 863 ฉะนั้นเมื่อมีมรณภัยเกิดขึ้นตามเหตุแห่งมาตรา 889 บริษัทจึงต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา คือ 1 ล้านบาท ตามมาตรา 890 เพราะสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 865 เนื่องจากในเวลาทำสัญญานั้น เอกไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ แต่เขาทราบหลังจากทำสัญญาแล้ว สัญญาจึงสมบูรณ์ แม้ว่าจะเสียชีวิตด้วยโรคใด บริษัทก็ปฏิเสธไม่ได้ ส่วนที่บริษัทอ้างว่าโทไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับเอกนั้น ก็อ้างไม่ได้ เพราะโทเป็นเพียงผู้รับประโยชน์ มีสิทธิที่จะได้รับจำนวนเงินใช้ให้ตามสัญญาประกันชีวิตเท่านั้น ตามมาตรา 862 จึงไม่ต้องมีส่วนได้เสียตามมาตรา 863 แต่อย่างใด และก็ไม่ต้องเปิดเผยข้อความจริงตามมาตรา 865 เพราะไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ดังกล่าว สัญญาไม่เป็นโมฆียะ และบริษัทไม่มีสิทธิบอกล้าง และต้องจ่ายเงิน 1 ล้านบาทให้แก่โทตามสัญญา

ข้อ 2.       นายแดงทำสัญญาเอาประกันวินาศภัยรถยนต์ของตนไว้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยประกันประเภทที่ 1 คือ คุ้มครองทุกอย่าง รวมทั้งความเสียหายที่เกิดกับตัวรถที่เอาประกันด้วย  วงเงินเอาประกัน 5 แสนบาท ในระหว่างอายุสัญญานายดำขับรถโดยประมาทชนท้ายรถของนายแดงเสียหาย บริษัทประกันภัยจึงนำรถยนต์ของนายแดงไปให้นายเขียวซ่อม คิดเป็นเงิน 7 หมื่นบาท แต่บริษัทประกันยังมิได้จ่ายค่าซ่อมรถให้แก่นายเขียวเจ้าของอู่  เมื่อซ่อมรถของนายแดงเสร็จ นายแดงได้รับมอบรถไปแล้ว บริษัทประกันภัยเรียกร้องให้นายดำจ่ายค่าซ่อมรถ แต่นายดำปฏิเสธ ดังนี้ บริษัทประกันภัยมีสิทธิเรียกค่าซ่อมรถ 7 หมื่นบาท จากนายดำ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

แนวคำตอบ  ป.พ.พ. มาตรา 880  บัญญัติว่า “ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น

ตามปัญหา การที่นายดำขับรถชนท้ายรถของนายแดงโดยประมาท ถือว่าความวินาศภัยได้เกิดขึ้น เพราะการกระทำของบุคคลภายนอกแล้ว และการที่บริษัทประกันได้นำรถดังกล่าวเข้าอู่ซ่อมโดยได้เคาะพ่นสีทำให้รถกลับคืนสู่สภาพเดิม จึงเป็นการทำให้ทรัพย์ที่เอาประกันกลับคืนสภาพเดิมคือ การคืนทรัพย์ตามมาตรา 438 วรรคสอง ถือได้ว่าผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว (เทียบฎีกาที่ 1006/2503)  ดังนั้น บริษัทประกันภัยจึงเข้ารับช่วงสิทธิของนายแดงที่จะเรียกให้นายดำจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ ส่วนการที่บริษัทประกันติดค้างค่าซ่อมรถ ยังมิได้ชำระให้แก่นายเขียวเจ้าของอู่ เป็นหนี้ตามสัญญาจ้างทำของระหว่างบริษัทประกันกับนายเขียวซึ่งเป็นหนี้ต่างหากจากกัน ไม่เกี่ยวกับการที่บริษัทใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายแดงแล้วถือว่าบริษัทประกันชำระหนี้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว  

สรุป บริษัทประกันภัยมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน 7 หมื่นบาท จากนายดำได้ เพราะบริษัทประกันรับช่วงสิทธิ ตามมาตรา 880 

ข้อ 3.   นายสมบูรณ์รู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรง จึงชวนนางสมใจภริยาไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แพทย์ได้ตรวจพบว่านายสมบูรณ์เป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ในระยะแรก จึงได้บอกให้นางสมใจทราบ  นางสมใจเกรงว่านายสมบูรณ์จะตกใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ   จึงขอให้แพทย์ปกปิดเรื่องนี้ไว้    และได้โกหก  นายสมบูรณ์ว่าแพทย์บอกว่าเป็นโรคไส้เลื่อนเล็กน้อยเท่านั้น  ซึ่งนายสมบูรณ์ก็เชื่อ    หลังจากนั้น 1 สัปดาห์       นางสมศรีซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทประกันชีวิตได้มาเสนอให้นายสมบูรณ์เอาประกันชีวิตกับบริษัท    นายสมบูรณ์จึงตกลงทำสัญญาประกันชีวิตประเภทตลอดชีพกับบริษัทประกันชีวิตเป็นเงิน 1 ล้านบาท  โดยกำหนดให้นางสมใจเป็นผู้รับประโยชน์    ในขณะที่ทำสัญญาประกันชีวิตนั้น นายสมบูรณ์ไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบว่าตนเป็นโรค      ไส้เลื่อนตามที่เข้าใจ  และทั้งนางสมใจก็ทราบว่านายสมบูรณ์เอาประกันชีวิตกับบริษัทแต่กลับนิ่งเฉยเสีย   โดยไม่ได้แจ้งถึงความจริงเรื่องนายสมบูรณ์เป็นโรคมะเร็งให้บริษัททราบ  อีก 3 เดือนต่อมาสุขภาพของนายสมบูรณ์ทรุดหนักต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัด  นายสมบูรณ์จึงได้ทราบว่าตนเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่  แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบแต่ประการใด เวลาได้ล่วงเลยมาอีก 11 เดือน  นายสมบูรณ์ทนความเจ็บปวดจากโรคมะเร็งไม่ได้  จึงใช้ปืนยิงตัวตาย หลังจากนายสมบูรณ์ตายลงนางสมใจก็ได้เรียกเงินในฐานะผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจากบริษัทประกันชีวิต  ทางบริษัทได้สืบทราบความจริงทั้งหมด  จึงปฏิเสธการจ่ายเงินตามสัญญา  โดยอ้างว่านายสมบูรณ์และนางสมใจปกปิดข้อเท็จจริงไม่ได้แจ้งแก่บริษัทว่านายสมบูรณ์เป็นโรคมะเร็ง  แม้นายสมบูรณ์จะทราบในภายหลังก็ต้องแจ้งให้บริษัททราบ  หรือแม้แต่ในเวลาทำสัญญาประกันชีวิตนายสมบูรณ์จะเข้าใจว่าตนเป็นโรคไส้เลื่อนก็ต้องแจ้งให้บริษัททราบเช่นกัน  ดังนั้น บริษัทจึงขอใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตฉบับนี้ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง การตายของนายสมบูรณ์ก็เกิดจากการที่นายสมบูรณ์ฆ่าตัวตายเอง  บริษัทจึงไม่ต้องใช้เงินในเหตุมรณะนั้นแก่ผู้รับประโยชน์

ดังนี้ ข้ออ้างทั้งสองประการในการปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาประกันชีวิตของบริษัทถูกต้องหรือไม่ ประการใด

แนวคำตอบ  วางหลักกฎหมาย   ป.พ.พ. มาตรา 865, 895

 ในขณะทำสัญญาประกันชีวิตนั้น นายสมบูรณ์ไม่ทราบว่าตนเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงมิใช่เป็นการ    ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงตามมาตรา 865 นอกจากนั้นแม้นางสมใจจะทราบความจริง แต่นางสมใจก็ไม่ใช่ผู้เอาประกันชีวิต ดังนั้น นางสมใจจึงไม่มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อความจริงตามมาตรา 865

การที่นายสมบูรณ์เข้าใจว่าตนเป็นโรคไส้เลื่อน และมิได้เปิดเผยให้บริษัททราบในขณะทำสัญญานั้น ก็ไม่ถึงขนาดเป็นโรคร้ายแรงพอที่จะกล่าวได้ว่าถ้าได้แจ้งเช่นนั้น ผู้รับประกันชีวิตจะบอกปัดไม่รับประกันด้วย จึงไม่ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 865 หรือถึงแม้นายสมบูรณ์จะทราบความจริงว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในภายหลังทำสัญญา ก็ไม่จำต้องแจ้งให้บริษัททราบ เพราะพ้นจากหน้าที่อันจะต้องแจ้งไปแล้ว

การที่นายสมบูรณ์ฆ่าตัวตายภายหลังการทำสัญญาเป็นเวลา 14 เดือนนั้น พ้นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาแล้ว จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 895(1) บริษัทผู้รับประกันชีวิตจะต้องใช้เงิน ในเมื่อมรณะภัยนั้นได้เกิดขึ้นตามมาตรา 895 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น ข้ออ้างทั้งสองประการของบริษัทประกันชีวิตจึงฟังไม่ขึ้น บริษัทต้องใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่นางสมใจผู้รับประโยชน์ตามสัญญา