LAW 2011 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า S/2553

0

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 2011 

 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ก  มอบอำนาจให้  ข  มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์โดยมิได้มอบอำนาจเป็นหนังสือมี  ค  มาขอเช่าซื้อรถยนต์  ข  จึงทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์ไปกับ  ค  และ  ค  ได้วางเงินดาวน์ไว้  200,000  บาท  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า

1       ข  มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อหรือไม่  เพราะเหตุใด

2       สัญญาที่  ข  ทำไปกับ  ค  นั้น  ผลจะเป็นเช่นไร  เพราะเหตุใด

3       เงินดาวน์ที่  ข  รับไว้  จาก  ค  นั้น  ข  จะต้องโอนคืนให้กับ  ก  ตัวการหรือไม่  และถ้า  ข  ไม่โอน  ก  ฟ้อง  ข  ให้โอน  ข  จะต่อสู้ว่า  ก  ตั้ง  ข  เป็นตัวแทนมิได้ทำเป็นหนังสือได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  152  การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้  การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา  572  วรรคสอง  สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ  ท่านว่าเป็นโมฆะ

มาตรา  798  กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ  การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

มาตรา 810  เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้ เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  วินิจฉัยได้ดังนี้

1       ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  ข  มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อการทำสัญญาให้

เช่าซื้อนั้นเป็นกิจการที่กฎหมายบังคับไว้ว่าต้องทำเป็นหนังสือ  ตามมาตรา  572  วรรคสอง  ดังนั้น  การตั้งตัวแทนเพื่อไปทำสัญญาให้เช่าซื้อจึงต้องทำเป็นหนังสือด้วย  ตามมาตรา  798  วรรคแรก  เมื่อการตั้งตัวแทนของ  ก  ที่ให้  ข  เป็นตัวแทนไปทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์มิได้ทำเป็นหนังสือ  จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา  798  วรรคแรก  ดังนั้น  ข  จึงไม่มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อ

2       เมื่อ  ข  ไม่มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อ  ดังนั้นเมื่อ  ข  ได้ไปทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์กับ  ค  สัญญาให้เช่าซื้อดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  152  ที่มีหลักว่าการใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้  การนั้นเป็นโมฆะ

3       แม้การตั้งตัวแทนระหว่าง  ก  กับ  ข  จะมิได้ทำเป็นหนังสือ  แต่เงินดาวน์ที่  ข  รับไว้จาก  ค  200,000  บาทนั้น  ข  รับไว้ในฐานะตัวแทนของ  ก  ซึ่งเป็นตัวการ  ดังนั้น  ข  จึงต้องโอนคืนให้แก่ตัวการคือ  ก  ตามมาตรา  810  วรรคแรก

และถ้า  ข  ไม่โอนเงิน  200,000  บาท  คืนให้แก่  ก  ก  ย่อมสามารถฟ้องให้  ข  โอนคืนได้  และ  ข  จะต่อสู้ว่า  ก  ตั้ง  ข  เป็นตัวแทนมิได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ได้  เพราะระหว่าง  ก  กับ  ข  นั้นเป็นเรื่องระหว่างตัวการกับตัวแทน  ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นของมาตรา  798  แม้การตั้งตัวแทนจะมิได้ทำเป็นหนังสือ  ตัวการก็ฟ้องบังคับคดีได้

สรุป

1       ข  ไม่มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อ

2       สัญญาที่  ข  ทำไปกับ  ค  มีผลเป็นโมฆะ

3       เงินดาวน์ที่  ข  รับไว้จาก  ค  นั้น  ข  จะต้องโอนคืนให้กับ  ก  ตัวการ  และถ้า  ข ไม่โอน  ก  ฟ้อง  ข  ให้โอน  ข  จะต่อสู้ว่า ก  ตั้ง  ข  เป็นตัวแทนมิได้ทำเป็นหนังสือไม่ได้

ข้อ  2  ก  มอบ  ข  ให้ซื้อเรือยอร์จในราคา  30  ล้านบาท  โดยให้เงิน  ข  ไป  30  ล้านบาท  แต่พอไปถึงที่ขายเรือยอร์จ  ราคาขึ้นเป็น  32  ล้านบาท  ก  จึงให้  ข  ออกเงินแทนไป  2  ล้านบาท  เมื่อ  ข  นำเรือมาถึงบ้านจึงให้  ก  มารับเรือไป  รวมทั้งให้  ก  นำเงินมาชำระ  2  ล้านบาทด้วย  ก  มาถึงจะขอเรือไปก่อนเงิน  2  ล้าน  ขอติดไว้ก่อน  ข  ไม่ยอมให้เรือไป  ดังนี้  ถ้า  ข  ตัวแทนเลือกวิธีขอยึดหน่วงเรือไว้ก่อนยังไม่โอนเรือไปให้  ก  ให้ท่านวินิจฉัยว่า

1       ข  ไม่โอนเรือไปให้  ก  จะเป็นการขัดต่อข้อกฎหมายที่ว่าด้วยทรัพย์สินที่ขวนขวายได้มาจากการเป็นตัวแทนหรือไม่

2       และถ้า  ข  ยึดหน่วงเรือไว้จนหนี้ขาดอายุความแล้ว  ข  ยังจะฟ้อง  ก  ให้รับผิดชำระหนี้ที่  ข  ทดรองจ่ายไป  2  ล้านได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  193/27  ผู้รับจำนอง  ผู้รับจำนำ  ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง  หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้  ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง  จำนำ  หรือที่ได้ยึดไว้  แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม  แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้

มาตรา  248  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  193/27  การใช้สิทธิยึดหน่วงหาทำให้อายุความแห่งหนี้สะดุดหยุดลงไม่

มาตรา 810  เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้ เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

มาตรา  816  ถ้าในการจัดทำกิจการอันเขามอบหมายแก่ตนนั้น  ตัวแทนได้ออกเงินทดรองหรือออกเงินค่าใช้จ่ายไป  ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุควรนับว่าเป็นการจำเป็นได้ไซร้  ท่านว่าตัวแทนจะเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการรวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้ออกเงินไปนั้นด้วยก็ได้

มาตรา  819  ตัวแทนชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินใดๆ  ของตัวการอันตกอยู่ในความครอบครองของตน  เพราะเป็นตัวแทนนั้นเอาไว้จนกว่าจะได้รับเงินบรรดาค้างชำระแก่ตนเพราะการเป็นตัวแทน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  วินิจฉัยได้ดังนี้

1       ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  การที่  ข  ไม่โอนเรือไปให้  ก  จะเป็นการขัดต่อข้อกฎหมายที่ว่าด้วยทรัพย์สินที่ขวนขวายได้มาจากการเป็นตัวแทนหรือไม่  เห็นว่า  การที่  ก  มอบหมายให้  ข  ไปซื้อเรือยอร์จ  และ  ข  ได้ออกเงินแทนไป  2  ล้านบาทนั้น  ถือเป็นกรณีที่ตัวแทนออกเงินทดรองจ่ายแทนตัวการไปในการทำกิจการที่ตัวการมอบหมายตามมาตรา  816  วรรคแรก  ซึ่งตัวแทนสามารถเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการรวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้ออกเงินไปนั้นด้วยได้  ดังนั้น  เมื่อ  ข  ตัวแทนยังไม่ได้รับการชำระเงินจำนวนดังกล่าว  จึงมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินของตัวการ  คือ  เรือยอร์จ  ซึ่งอยู่ในความครอบครองของตนไว้ได้  จนกว่าจะได้รับเงินที่  ก  ตัวการค้างชำระแก่ตนตามมาตรา  819  ดังนั้น  การที่  ข  ไม่โอนเรือไปให้  ก  จึงไม่เป็นการขัดต่อข้อกฎหมายที่ว่าด้วยทรัพย์สินที่ขวนขวายได้มาจากการเป็นตัวแทนตามมาตรา  810  วรรคแรก

 2       เมื่อ  ข  มีสิทธิยึดหน่วงเรือของ  ก  ไว้แล้ว  การที่  ข  ใช้สิทธิยึดหน่วงเรือไว้นั้นย่อมไม่ทำให้อายุความแห่งหนี้ที่  ก  ค้างชำระแก่  ข  สะดุดหยุดลงตามมาตรา  248  และถึงแม้ว่า  ข  จะยึดหน่วงเรือไว้จนหนี้ขาดอายุความแล้ว  ข  ก็ยังสามารถฟ้อง ก  ให้รับผิดชำระหนี้ที่  ข  ทดรองจ่ายไป  2  ล้านได้ตามมาตรา  193/27  ที่มีหลักว่า  ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ตนได้ยึดไว้  ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ได้ยึดถือไว้  แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม

สรุป 

1       การที่  ข  ไม่โอนเรือไปให้  ก  ไม่เป็นการขัดต่อข้อกฎหมายที่ว่าด้วยทรัพย์สินที่ขวนขวายได้มาจากการเป็นตัวแทน

2       และถ้า  ข  ยึดหน่วงเรือไว้จนหนี้ขาดอายุความแล้ว  ข  ก็ยังสามารถฟ้อง  ก  ให้รับผิดชำระหนี้ที่  ข  ทดรองจ่ายไป  2  ล้านได้

ข้อ  3  ก  มอบให้  ข  ขายที่ดินบอกว่าจะให้บำเหน็จ  ข  ขายที่ดินได้  ก  ให้บำเหน็จร้อยละ  2  ข  ไม่ยอมรับบอกว่า  ก  ให้น้อยไป  ข  อยากได้ร้อยละ  5  ก  ไม่ให้  ข  จึงนำคดีขึ้นสู่ศาล  เพื่อให้ศาลตัดสินว่าจะให้กี่เปอร์เซ็น  และถ้าท่านเป็นศาล  ท่านจะวินิจฉัยโดยใช้หลักกฎหมายใดเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณา  และจะได้ร้อยละเท่าใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  846  วรรคสอง  ค่าบำเหน็จนั้นถ้ามิได้กำหนดจำนวนกันไว้ ท่านให้ถือว่าได้ตกลงกัน เป็นจำนวนตามธรรมเนียม

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย  ในกรณีที่ได้มีการตกลงกันว่าจะให้บำเหน็จนายหน้า  แต่มิได้กำหนดจำนวนค่าบำเหน็จนายหน้ากันไว้ตามมาตรา  846  วรรคสอง  ให้ถือว่าคู่สัญญาได้ตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียมที่เคยมีบุคคลอื่นปฏิบัติกันมา  ดังนั้นค่าบำเหน็จนายหน้าที่คู่สัญญาตกลงกันจะต้องกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง  มิฉะนั้นจะต้องถือว่าตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียม  ตามบทบัญญัติมาตรา  846  วรรคสอง

ทั้งนี้คำพิพากษาฎีกาที่  3581/2526  วางหลักของจำนวนตามธรรมเนียมตามนัยมาตรา  846  วรรคสองว่า  เมื่อไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่ามีการตกลงกำหนดค่าบำเหน็จนายหน้ากันไว้เท่าใดแน่นอน  จึงต้องถือเอาอัตราตามธรรมเนียมการซื้อขายทรัพย์สินต่างๆ  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคิดกันในอัตราร้อยละ  5  ของราคาที่ซื้อขายกันแท้จริง

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่  ก  มอบหมายให้  ข  เป็นนายหน้าขายที่ดินโดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จแต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกำหนดจำนวนค่าบำเหน็จนายหน้ากันไว้ว่าจะต้องจ่ายเท่าใด  จึงต้องถือว่าตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียมตามมาตรา  846  วรรคสอง ประกอบแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่  3581/2526  คือ  ต้องจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าให้กับ  ข  ร้อยละ  5  ของราคาที่ซื้อขายกันจริง

ดังนั้น  เมื่อไม่อาจตกลงกันได้ว่าจะจ่ายค่าบำเหน็จกันเท่าใดแน่นอน  การที่  ข  อยากได้บำเหน็จร้อยละ  5  จึงนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งให้  ก  จ่ายบำเหน็จนายหน้าให้กับ  ข  ร้อยละ  5  ของราคาที่ซื้อขายกันจริงตามหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล  ข้าพเจ้าจะวินิจฉัยโดยใช้หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นในการพิจารณา  และ  ข  จะได้บำเหน็จร้อยละ  5