LAW2011 (LA211),(LW303) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า S/2552

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2011 (LA 211),(LW 303)

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นาย    มอบหมายนาย    ให้มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์โดยมิได้มอบหมายเป็นหนังสือ  ต่อมามีนาย    มาขอเช่าซื้อรถยนต์  โดยนาย    ได้ทำสัญญาให้เช่าซื้อกับนาย    ไป  และนาย    ได้วางเงินดาวน์ไว้  300,000  บาท  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า

1.1            นาย    มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

1.2            สัญญาให้เช่าซื้อที่นาย    ทำไป  มีผลเป็นเช่นไร

1.3            เงินดาวน์ที่นาย    มอบให้ไว้กับนาย    นั้น  นาย    จะต้องโอนคืนตัวการหรือไม่  เพราะเหตุใด

1.4            หากนาย    ไม่คืน  นาย    ฟ้องนาย    ให้คืน  นาย    อ้างว่านาย    ไม่มีสิทธิฟ้อง  เพราะนาย    ตั้งนาย    เป็นตัวแทนมิได้ทำเป็นหนังสือ  ดังนี้ข้ออ้างของนาย    ฟังขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

ให้ท่านวินิจฉัยเป็นข้อๆ  พร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยทุกข้อ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  152  การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้  การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา  572  วรรคสอง  สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ  ท่านว่าเป็นโมฆะ

มาตรา  798  กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ  การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

มาตรา 810  เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้ เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์  การที่นาย    มอบหมายให้นาย    มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์โดยมิได้มอบหมายเป็นหนังสือ  และต่อมามีนาย    มาขอเช่าซื้อรถยนต์โดยได้วางเงินดาวน์ไว้  300,000  บาท  และนาย    ได้ทำสัญญาให้เช่าซื้อกับนาย ค  ไป  

1.1            ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  นาย    มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อการทำสัญญาให้เช่าซื้อนั้นเป็นกิจการที่กฎหมายบังคับไว้ว่าต้องทำเป็นหนังสือ  (มาตรา  572  วรรคสอง)  ดังนั้น  การตั้งตัวแทนเพื่อไปทำสัญญาให้เช่าซื้อจึงต้องทำเป็นหนังสือด้วย  ตามมาตรา  798  วรรคแรก  เมื่อการตั้งตัวแทนของนาย    ที่ให้นาย    เป็นตัวแทนไปทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์มิได้ทำเป็นหนังสือ  จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา  798  วรรคแรก  ดังนั้นนาย    จึงไม่มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อ

1.2            เมื่อนาย    ไม่มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อ  ดังนั้นเมื่อนาย    ได้ไปทำสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์กับนาย    สัญญาให้เช่าซื้อดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  152  ที่มีหลักว่า  การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้  การนั้นเป็นโมฆะ

1.3            แม้การตั้งตัวแทนระหว่างนาย    กับนาย    จะมิได้ทำเป็นหนังสือ  แต่เงินดาวน์ที่นาย    รับไว้จากนาย    300,000  บาทนั้น  เป็นเงินที่นาย    รับไว้ในฐานะตัวแทนของนาย    ซึ่งเป็นตัวการ  ดังนั้นนาย    จึงต้องโอนคืนให้แก่ตัวการคือนาย    ตามมาตรา  810  วรรคแรก

1.4            หากนาย    ไม่โอนคืนเงิน  300,000  บาท  นั้นให้แก่นาย    นาย    ย่อมสามารถฟ้องให้นาย    โอนคืนได้  การที่นาย    อ้างว่า  นาย    ตั้งนาย    เป็นตัวแทน  มิได้ทำเป็นหนังสือตามมาตรา  798  วรรคแรกนั้น  ข้ออ้างของนาย    ฟังไม่ขึ้น  เพราะระหว่างนาย    ตัวการกับนาย    ตัวแทนนั้น  แม้สัญญาตั้งตัวแทนจะมิได้ทำเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้  เพราะถือว่าเป็นข้อยกเว้นของมาตรา  798

สรุป

1.1  นาย    ไม่มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อ

1.2  สัญญาให้เช่าซื้อที่นาย    ทำไปมีผลเป็นโมฆะ

1.3  เงินดาวน์ที่นาย    มอบให้ไว้กับนาย    นั้น  นาย    จะต้องโอนคืนตัวการ

1.4  ข้ออ้างของนาย    ที่ว่าการตั้งตัวแทนมิได้ทำเป็นหนังสือฟังไม่ขึ้น

ข้อ  2  นาย    มอบหมายนาย    ให้ซื้อบ้านไม้สักทรงไทย  1  หลัง  ในราคาที่แพงมาก  นาย    ไม่อยากให้ใครรู้ว่านาย    มีเงินมาก  จึงให้ซื้อโดยใส่ชื่อนาย    เป็นเจ้าของไปก่อน  หลังจากนั้น  3  ปี  นาย    จึงให้นาย    โอนบ้านหลังดังกล่าวมาให้นาย    นาย    ไม่โอนให้โดยอ้างว่าบ้านเป็นชื่อของนาย    ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่า  นาย    จะต้องโอนบ้านให้นาย    หรือไม่  และหากนาย    ไม่โอน  นาย    จะฟ้องให้นาย    โอนได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  806  ตัวการซึ่งมิได้เผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและ เข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ แต่ถ้าตัวการ ผู้ใดได้ยอมให้ตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการไซร้ ท่านว่า ตัวการผู้นั้นหาอาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันเขามีต่อตัวแทนและเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนนั้น ได้ไม่

มาตรา 810  เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้ เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

อนึ่ง สิทธิทั้งหลายซึ่งตัวแทนขวนขวายได้มาในนามของตนเอง แต่โดยฐานที่ทำการแทนตัวการนั้น ตัวแทนก็ต้องโอนให้แก่ตัวการจงสิ้น

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์  การที่นาย    มอบหมายให้นาย    ซื้อบ้านไม้สักทรงไทย  1  หลังให้แก่ตน  แต่นาย    ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนมีเงินมาก  จึงให้ซื้อโดยใส่ชื่อของนาย    เป็นเจ้าของไปก่อนนั้น  กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องของตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อตามมาตรา  806  โดยนาย    ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อได้มอบหมายให้นาย    ตัวแทน  ออกหน้าเป็นตัวการ  ดังนั้น  การที่นาย    ได้ไปซื้อบ้านหลังดังกล่าว  แม้นาย    จะได้ซื้อบ้านในนามของนาย    เอง  แต่ก็เป็นการกระทำที่ได้รับมอบหมายจากนาย    ให้กระทำแทนนาย    และเมื่อนาย    ต้องการให้นาย    โอนบ้านหลังดังกล่าวมาให้นาย    นาย    จึงต้องโอนบ้านหลังนั้นคืนให้แก่นาย    ตามมาตรา  810  ซึ่งมีหลักว่า  เงินและทรัพย์สินที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น  ตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้นและหากนาย    ไม่โอน  นาย    ย่อมสามารถฟ้องให้นาย    โอนบ้านให้แก่ตนได้

สรุป  นาย    จะต้องโอนบ้านให้นาย    และหากนาย    ไม่โอน  นาย    ฟ้องให้นาย    โอนได้

ข้อ  3  นาย    มอบหมายให้นาย    ขายที่ดินให้  และตกลงกันว่าจะให้บำเหน็จ  แต่นาย    จะต้องขายให้ได้ภายในระยะเวลาปี  พ.ศ.2553  แต่นาย    มาขายที่ดินได้ในเดือนมีนาคม  พ.ศ.2554  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่า  นาย    จะต้องจ่ายค่าบำเหน็จให้นาย    หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 845  วรรคแรก บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้า  เพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี  จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี  ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ  เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น  ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้  ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติมาตรา  845  วรรคแรก  จะเห็นได้ว่า  ลักษณะของสัญญานายหน้านั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงให้นายหน้าเป็นผู้ชี้ช่องทาง  หรือจัดการจนเขาได้ทำสัญญากับบุคลภายนอก  และนายหน้ารับกระทำการตามนั้น  และเมื่อนายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการจนเขาได้เข้าทำสัญญากันแล้ว  นายหน้าย่อมจะได้รับค่าบำเหน็จ

แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้าสัญญานายหน้านั้นมีการกำหนดระยะเวลาไว้เป็นที่แน่นอนว่านายหน้าจะต้องกระทำการให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลานั้น  นายหน้าจะมีสิทธิได้รับค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อได้กระทำการให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลานั้นด้วย  (ฎ. 827/2523)

ตามอุทาหรณ์  การที่นาย    มอบหมายให้นาย    ขายที่ดินให้  และตกลงกันว่าจะให้บำเหน็จแต่นาย    จะต้องขายให้ได้ภายในระยะเวลาปี  พ.ศ.2553  นั้น  แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าได้กำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนแล้วว่าจะต้องขายที่ดินให้ได้ภายในสิ้นปี  พ.ศ.2553  และหากไม่มีการผ่อนเวลาย่อมถือได้ว่าสัญญาดังกล่าวได้สิ้นสุดลง

ดังนั้นเมื่อภายในระยะเวลาปี  พ.ศ.2553  นาย    ยังขายที่ดินไม่ได้โดยนาย    มาขายได้เมื่อเดือนมีนาคม  พ.ศ.2554  จึงล่วงเลยเวลาที่ได้ตกลงกันไว้  เท่ากับว่า  นาย    ขายที่ดินไม่ได้ตามระยะเวลาที่ตกลงไว้กับนาย    จึงถือว่าสัญญานายหน้าดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว  นาย    จึงไม่ต้องจ่ายค่าบำเหน็จให้นาย    ตามมาตรา  845 

สรุป  นาย    ไม่ต้องจ่ายค่าบำเหน็จให้นาย