Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา MCS 1101 ทฤษฎีการสื่อสาร

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 100 ข้อ)

ข้อ 1. – 6. ตัวเลือกต่อไปนี้ใช้สำหรับการตอบคำถาม

(1)       ออสกูดและชแรมม์      (2) ลาสเวลส์   (3) เบอร์โล

Advertisement

(4) นิวคอมบ   (5) แชนนันและวีเวอร์

1.         แบบจำลองการสื่อสารของผู้ใดข้างต้นที่เน้นถึงการสื่อสารเพื่อความเหมือนกันทางความคิด ความสมดุลและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ตอบ 4 หน้า 61 – 63 แบบจำลองการสื่อสาร ABX ของธีโอดอร์ นิวคอมบ์ (Newcomb)เป็นแบบจำลองเชิงจิตวิทยาที่เน้นว่าการสื่อสารเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต้องการให้เกิดความสมดุล หรือเกิดความเหมือนกันทางความคิด ทัศนคติ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ โดยมองว่า การสื่อสารระหว่างตัวต่อตัวจะทำให้ความคิดหรือทัศนคติของบุคคลทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน อยู่ในสภาพสมดุล จึงเป็นแบบจำลองที่ไม่สามารถนำไปอธิบายการสื่อสารของกลุ่มขนาดเล็ก ในระดับสังคมที่ใหญ่โตได้ เพราะสังคมที่ใหญ่นั้นมนุษย์มิได้มีความต้องการที่จะให้เหมือนกัน หรือไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้เหมือนในระดับบุคคล

2.         แบบจำลองการลือสารของผู้ใดข้างต้น กล่าวถึง Communication Source, Encoder, Message, Channel, Decoder, Communication Receiver

ตอบ 3 หน้า 57 – 58 แบบจำลองการสื่อสารขั้นพื้นฐานตามแนวคิดของเดวิด เค. เบอร์โล (Berlo) อธิบายว่า กระบวนการสื่อสารประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญ 6 ประการ คือ

1.         ต้นแหล่งสาร (Communication Source) 2. ผู้เข้ารหัส (Encoder)

3.         สาร (Message)   4. ช่องทางการสื่อสาร (Channel)

5. ผู้ถอดรหัส (Decoder)  6. ผู้รับสาร (Communication Receiver)

ซึ่งจากส่วนประกอบเหล่านี้เขาได้นำเสนอเป็น แบบจำลอง SMCR ของเบอร์โล

ประกอบด้วย 1. ผู้ส่งสาร (Sender or Source : S) 2. สาร (Message : M)

3. ช่องทางการสื่อสาร (Channel : C)     4. ผู้รับสาร (Receiver : R)

3.         แบบจำลองการสื่อสารของผู้ใดข้างต้นที่เน้นถึงกระบวนการสื่อสารเชิงโน้มน้าวใจ

ตอบ 2 หน้า 51-53 แบบจำลองการสื่อสารขั้นพื้นฐานตามแนวคิดของฮาโรลด์ ดี. ลาสเวลส์(Lasswell) ที่เสนอไว้เมื่อปี พ.ศ.2491 (ค.ศ. 1948)ได้ระบุวา การที่จะเข้าใจกระบวนการสื่อสารได้นั้น ก่อนอื่นจะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ใคร กล่าวอะไร ผ่านช่องทางใด ถึงใคร และเกิดผลอย่างไร ซึ่งแบบจำลองนี้ถือเป็นตัวแทนของแบบจำลองการสื่อสารในระยะแรก โดยมองว่าผู้ส่งสารมีเจตนาที่จะมีอิทธิพลเหนือผู้รับสาร เพราะในช่วงระยะเวลานั้นนักวิชาการ เชื่อว่า กระบวนการสื่อสารส่วนใหญ่เป็นกระบวนการในเชิงโน้มน้าวใจ ประกอบกับลาสเวลส์ เป็นผู้ที่สนใจการสื่อสารทางการเมืองและการโฆษณาชวนเชื่อ จึงทำให้แบบจำลองนี้เหมาะแก่การ ใช้วิเคราะห์การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองและการโน้มน้าวใจ

4.         แบบจำลองการสื่อสารของผู้ใดข้างต้นที่เน้นถึงประสาทสัมผัสของมนุษย์ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ตอบ 3 หน้า 5961, (ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ) แบบจำลองการสื่อสารขั้นพื้นฐานตามแนวคิดของเดวิด เค. เบอร์โล ได้กล่าวถึงช่องทางการสื่อสาร (Channel : C) ซึ่งเป็นพาหนะนำสารไปสู่ ผู้รับสาร โดยทางติดต่อหรือช่องทางที่จะนำสารไปสู่ประสาทสัมผัสที่รับความรู้สึกของมนุษย์ มีอยู่ 5 ประการ ได้แก่    1. การเห็น (ตา) 2. การได้ยิน (หู)         3. การสัมผัส (กาย)  4. การได้กลิ่น (จมูก)           5. การลิ้มรส (ลิ้น)

5.         แบบจำลองการสื่อสารของผู้ใดข้างต้นที่เป็นแบบจำลองกระบวนการสื่อสารเชิงเส้นตรง

ตอบ 5 หน้า 49, (คำบรรยาย) แบบจำลองการสื่อสารขั้นพื้นฐานตามแนวคิดของแชนนัน (Shannon) และวีเวอร์ (Weaver) จะเน้นกระบวนการสื่อสารทางเดียวในเชิงเส้นตรงที่ถือว่า การสื่อสาร เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารเพียงฝ่ายเดียว (ไม่สนใจ Feedback ของผู้รับสาร) โดยกล่าวถึงเรื่องของช่องสัญญาณทางการสื่อสาร (Channel) และแหล่งเสียงรบกวนหรืออุปสรรค ระหว่างการสื่อสาร (Noise) ว่า ช่องทางใดที่จะสามารถนำสารจากแหล่งสารสนเทศ (ผู้ส่งสาร) ไปสู่จุดหมายปลายทาง (ผู้รับสาร) ได้มากที่สุด โดยให้เกิดแหล่งเสียงรบกวนน้อยที่สุด

6.         แบบจำลองการสื่อสารของผู้ใดข้างต้นที่มีความเกี่ยวพันกับสนามแห่งประสบการณ์ร่วมและกรอบแห่งการอ้างอิง

ตอบ 1 หน้า 5557 แบบจำลองการสื่อสารขั้นพื้นฐานตามแนวคิดของออสกูด (Osgood) และวิลเบอร์ ชแรมม์ (Schramm) ที่เสนอไว้เมื่อปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) จะมีลักษณะเป็นวงกลมที่เน้นให้เห็นว่า ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารต่างมีหน้าที่เหมือนกัน 3 อย่าง คือ การเข้ารหัส (Encoding) การถอดรหัส (Decoding) และการตีความ (Interpreting) ซึ่งการตีความหมายสารของผู้ส่งสารและผู้รับสาร จะตรงกันหรือแตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับสนามแห่งประสบการณ์ร่วม (Field of Experience) และกรอบแห่งการอ้างอิง (Frame of Reference) ของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นสำคัญ

7.         ทฤษฎี หมายถึง กลุ่มความสัมพันธ์ของคำตอบล่วงหน้า แนวความคิด คำจำกัดความ เป็นการให้ คำจำกัดความของผู้ใดต่อไปนี้

(1)       เคอร์ลินเจอร์    (2) เคอร์ลิงเจอร์           (3)       เคอร์รินเจอร์     (4)       เคอร์ริงเจอร์

ตอบ 1 หน้า 1522 เคอร์ลินเจอร์ (Kerlinger) กล่าวว่า ทฤษฎี คือ กลุ่มความสัมพันธ์ของแนวความคิด คำนิยาม (คำจำกัดความ) และสมมติฐาน (คำตอบล่วงหน้า) ซึ่งแสดงให้เห็น อย่างเป็นระบบถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

8.         องค์ประกอบพื้นฐานของทฤษฎีมีกี่ประการต่อไปนี้

(1)       สามประการ    (2)สี่ประการ    (3)ห้าประการ  (4)หกประการ

ตอบ 2 หน้า 19 – 20 ทฤษฎีมีองค์ประกอบหลัก ๆ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญอยู่ 4 ประการ คือ

1.         ชื่อแนวความคิด มีหน้าที่และความสำคัญในเรื่องการบรรยายและแยกประเภท (Description and Classification)

2.         สมมติฐาน มีหน้าที่และความสำคัญในเรื่องการวิเคราะห์ (Analysis)

3.         นิยาม มีหน้าที่และความสำคัญในเรื่องความหมายและการวัด (Meaning and Measurement)

4.         ความเชื่อม มีหน้าที่และความสำคัญในเรื่องเหตุผลและการทดสอบ (Plausibility and Testability)

ทั้งนี้ทฤษฎีที่สมบูรณ์จริง ๆ ต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 6 ประการ โดยองค์ประกอบที่เพิ่มเติม เข้ามาอีก 2 ประการ คือ 1. การจัดลำดับแนวความคิด มีหน้าที่และความสำคัญในเรื่องการ กำจัดความซ้ำซ้อน (Elimination of Tautology) 2. การจัดลำดับสมมติฐาน มีหน้าที่และ ความสำคัญในเรื่องการกำจัดความไม่คงที่ (Elimination of Inconsistency)

9.         จากตัวอย่างการวิจัยเรื่อง การสื่อสารวิทยาศาสตร์ในรายการโทรทัศน์กับการมีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ที่ได้บรรยายให้ชั้นเรียนนั้น ควรนำแนวคิดหรือทฤษฎีใดต่อไปนี้มาเป็นกรอบในการศึกษา

(1)       ทฤษฎีการอบรมบ่มเพาะจากสื่อ         (2) ทฤษฎีการสื่อสารสองจังหวะ

(3) ทฤษฎีผู้ปิดและเปิดประตูสาร       (4) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (คำบรรยาย) จากตัวอย่างการวิจัยเรื่องดังกล่าว สามารถนำแนวคิดทฤษฎีการอบรมบ่มเพาะจากสื่อ หรือทฤษฎีการปลูกฝัง (Cultivation Theory) มาเป็นกรอบในการศึกษา ซึ่งมีแนวคิดว่าข่าวสาร หรือรายการต่าง ๆ ในสื่อโทรทัศน์ได้ปลูกฝังปั้นแต่งความคิดของผู้รับสารเกี่ยวกับโลกที่แท้จริง โดยอิทธิพลของโทรทัศน์ได้ทำให้ผู้รับสารเกิดพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และการเปิดรับรายการ ทางโทรทัศน์มากหรือน้อยจะทำให้ผลของการอบรมบ่มเพาะแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีเจตคติต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันไปด้วย

10.       จากแนวคิดหรือทฤษฎีที่จะนำมาใช้ สามารถตั้งสมมติฐานได้ในข้อใดต่อไปนี้

(1)       ลักษณะทางประชากรศาสตร์ต่างกัน การเปิดรับรายการวิทยาศาสตร์ทางโทรทัศน์แตกต่างกัน

(2)       การเปิดรับรายการวิทยาศาสตร์ทางโทรทัศน์ มีความสัมพันธ์กับการมีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และเจตคติ ทางวิทยาศาสตร์

(3)       ลักษณะทางประชากรศาสตร์ต่างกัน มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน

(4)       ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 2024 – 26, (ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ), (คำบรรยาย) จากแนวคิดหรือทฤษฎีที่นำมาใช้ในข้อ 9. สามารถตั้งสมมติฐานการวิจัยได้ว่า การเปิดรับรายการวิทยาศาสตร์ทาง โทรทัศน์ มีความสัมพันธ์กับการมีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากสมมติฐานการวิจัยดังกล่าวมีตัวแปรในการวิจัย ดังนี้

1.         ตัวแปรอิสระ (ตัวแปรต้นหรือตัวแปรเหตุ) หมายถึง ตัวแปรที่นักวิจัยกำหนดให้เป็นตัวแปร ที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรอื่น และมีความคงทนถาวรมากที่สุด ซึ่งในที่นี้คือ การเปิดรับรายการ วิทยาศาสตร์ทางโทรทัศน์

2.         ตัวแปรตาม (ตัวแปรผล) หมายถึง ตัวแปรอื่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของ ตัวแปรอิสระ (โดยทั่วไปตัวแปรอิสระจะเกิดขึ้นก่อนตัวแปรตาม) ซึ่งในที่นี้คือ การมีเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์

Advertisement

อดทนและมีวินัยในการอ่านหนังสือ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณ

Log in with your credentials

Forgot your details?