LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ S/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 บริษัท ยางสยาม จํากัด จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทย บริษัทฯได้ทําสัญญาว่าจ้างนายไกรซึ่งมีสัญชาติไทยในตําแหน่งเป็นผู้ตรวจงานของบริษัทฯ เงินเดือน 200,000 บาท นายไกรเป็นคนเชื้อสายไทย สัญชาติสิงคโปร์และมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยตลอด ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 บริษัทฯ ได้ส่งนายไกรไปตรวจงาน ณ สาขาของ บริษัทฯ ในประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 180 วัน จึงเดินทางกลับ ทั้งนี้สํานักงานสาขาดังกล่าวได้ทํา หน้าที่ชําระเงินค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ให้แก่นายไกรโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายไกร ในประเทศสิงคโปร์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายไกรนําเงินเดือนที่ได้รับในขณะอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ใช้จ่ายไปทั้งหมดโดยไม่นําเงินเดือนเข้าประเทศไทยเลย และในขณะเดียวกันนายไกรได้ทําสัญญาว่าจ้างนางฟาโอร่าซึ่งมีสัญชาติมาเลเซียและมีทะเบียนบ้าน อยู่ที่ประเทศมาเลเซียให้ทําหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 2 เดือน โดยนายไกรได้ชําระเงินค่าจ้างเดือนละ 190,000 บาท ให้แก่นางฟาโอร่าโดยโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารของนางฟาโอร่าที่ประเทศไทย ให้ท่านวินิจฉัยว่า ปีภาษี 2559 เงินได้รายการดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทย หรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายไกร เงินเดือนของนายไกรที่ได้รับทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 เงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่บริษัท ยางสยาม จํากัด จ่ายให้แก่นายไกรในประเทศไทย เป็นเวลา 6 เดือน จํานวน 1,200,000 บาท นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น นายไกรจะต้องนําเงินได้จํานวน 1,200,000 บาท ดังกล่าว มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง

2 เงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่สํานักงานสาขาของบริษัท ยางสยาม จํากัด ใน ประเทศสิงคโปร์ จ่ายให้แก่นายไกรในขณะที่นายไกรไปตรวจงาน ณ สาขาของบริษัทฯ โดยการโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารของนายไกรในประเทศสิงคโปร์นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศ และถือเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายไกรน้ําเงินเดือนที่ได้รับ ในขณะอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ใช้จ่ายไปทั้งหมดโดยไม่ได้นําเงินเดือนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยเลย ดังนั้นแม้ว่า นายไกรจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันก็ตาม แต่เมื่อนายไกรไม่ได้เอาเงินได้ดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทย ในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้ นายไกรจึงไม่ต้องนําเงินได้จํานวนดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

กรณีของนางฟาโอร่า การที่นายไกรได้ทําสัญญาว่าจ้างนางฟาโอร่าซึ่งมีสัญชาติมาเลเซียและ มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ประเทศมาเลเซียให้ทําหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 2 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 190,000 บาท โดยนายไกรได้ชําระเงินให้แก่นางฟาโอร่าโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนางฟาโอร่า ที่ประเทศไทยนั้น เงินได้ที่นางฟาโอร่าได้รับจากนายไกรดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทํา ในต่างประเทศ และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศไทย ดังนั้นกรณีตามอุทาหรณ์แม้จะถือได้ว่า นางฟาโอร่าได้นําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่เมื่อนางฟาโอร่ามิใช่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย คือไม่ได้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีครบ 180 วัน นางฟาโอร่าจึงไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นายไกรจะต้องนําเงินเดือนที่ได้รับในประเทศไทยจํานวน 1,200,000 บาท มาเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเงินเดือนที่ได้รับในต่างประเทศไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นางฟาโอร่าไม่ต้องนําเงินเดือนที่ได้รับจํานวน 380,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

Advertisement