การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ธนาคาร สยาม จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและได้เปิดสาขาในกลุ่มประเทศอาเซียนหลายประเทศ ในปี พ.ศ. 2557 ได้ให้นายสมชายซึ่งเป็นลูกจ้างไปปฏิบัติหน้าที่ (Job Description) ผู้จัดการสาขาของธนาคารฯ ประจําที่ประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 และนายสมชายจะกลับมาประเทศไทยในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2557 เพื่อฉลองปีใหม่กับครอบครัว โดยนายสมชายได้รับเงินเดือน ๆ ละ 400,000 บาท และธนาคารฯ จะจ่ายเงินเดือนจํานวน 100,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนายสมชายในประเทศไทย ส่วนเงินเดือนที่เหลืออีกจํานวน 300,000 บาท ธนาคารฯ จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสมชายที่ประเทศสิงคโปร์ทุก ๆ เดือน ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินเดือนของนายสมชายที่ได้รับทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์จะต้อง นํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ตามประมวลรัษฎากรให้แก่ประเทศไทย หรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

Advertisement

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

Advertisement

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

Advertisement

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับ ประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทย หรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินเดือนของนายสมชายที่ได้รับทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากรให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

(1) เงินเดือนจํานวน 100,000 บาท ที่ธนาคารจ่ายเข้าบัญชีเงินฝากของนายสมชายใน ประเทศไทยทุก ๆ เดือน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศ และถือว่านายสมชายได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปี 2557 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสมชายมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เพราะมิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี ดังนั้น นายสมชายจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

(2) เงินเดือนจํานวน 300,000 บาท ที่ธนาคารโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนายสมชายที่ ประเทศสิงคโปร์ทุก ๆ เดือน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่ที่ทําในต่างประเทศ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสมชายมิได้นําเงินได้จํานวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย อีกทั้งนายสมชายก็มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เพราะมิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี ดังนั้น นายสมชายจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม เช่นเดียวกัน

สรุป นายสมชายไม่ต้องนําเงินเดือนที่ได้รับทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์มาเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรให้แก่ประเทศไทย

 

Advertisement