Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 นายแดงได้เดินทางไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างที่ทํางานอยู่ประเทศสิงคโปร์ นายแดงได้ส่งเงินมาให้นางสุขใจมารดาเดือนละสองหมื่นบาททุกเดือน ต่อมาเมื่อ สัญญาจ้างสิ้นสุด นายแดงจึงได้นําเงินที่ทํางานได้ไปซื้อนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือนราคาสามหมื่นบาท และซื้อแหวนเพชรหนึ่งวงราคาสองหมื่นบาทมาฝากน้องสาว และได้เดินทางกลับมาประเทศไทย ในวันที่ 30 ธันวาคม 2554 พร้อมทั้งนําเงินกลับมาด้วยจํานวนสี่แสนบาท ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายแดงจะต้องนําเงินพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ซื้อมาดังกล่าวข้างต้นมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด และเงินที่ส่งมาให้นางสุขใจมารดา นางสุขใจจะต้อง นํามาเสียภาษีเงินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

Advertisement

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ในปี 2554 นายแดงได้อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม และได้เดินทางไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 1 สิงหาคมนั้น เมื่อนายแดงได้อยู่ในประเทศไทย เป็นระยะเวลาทั้งหมดไม่น้อยกว่า 180 วัน จึงถือว่านายแดงเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสาม

 

เงินจํานวน 400,000 บาท รวมทั้งนาฬิกาและแหวนเพชรที่นายแดงนํากลับเข้ามาในประเทศไทย นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เพราะนาฬิกาและแหวนเพชรเป็นทรัพย์สินที่สามารถ คิดคํานวณได้เป็นเงิน และเมื่อเงินและทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่นายแดงได้รับเนื่องจากหน้าที่ งานที่ทําในต่างประเทศ เมื่อนายแดงได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็น ปีเดียวกันกับที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้นนายแดงจะต้องนําเงินพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ซื้อมาดังกล่าวข้างต้นมาเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสอง)

ส่วนเงินที่นายแดงส่งมาให้นางสุขใจมารดาเดือนละ 20,000 บาทนั้น นางสุขใจไม่ต้องนํามา เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา ได้รับยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

สรุป นายแดงจะต้องนําเงินพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ซื้อมาดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสอง ส่วนนางสุขใจไม่ต้องนําเงินที่นายแดงส่งมาให้เดือนละ 20,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้ เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

Advertisement

อดทนและมีวินัยในการอ่านหนังสือ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณ

error: Content is protected !!

Log in with your credentials

Forgot your details?