LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 2/2555

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายสมโชคทําอาชีพหลายอย่างโดยเป็นนายหน้าขายประกันชีวิตให้บริษัทแห่งหนึ่ง และยังเป็นนายหน้าขายที่ดินและคอนโดมิเนียม ปีภาษี 2555 นายสมโชคสามารถขายประกันชีวิตในประเทศไทย มีรายได้ 20 ล้านบาท ได้รายได้จากการเป็นนายหน้าขายที่ดินและคอนโดมิเนียมจํานวน 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมให้เช่าที่ประเทศสิงคโปร์จํานวน 2 ห้อง มีรายได้ทั้งสิ้น 2.4 ล้านบาท รายได้สองจํานวนแรกในประเทศไทยถูกนําไปฝากธนาคารไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่วนรายได้จากการให้เช่าคอนโดมิเนียมที่ประเทศสิงคโปร์ถูกส่งเข้ามาฝากไว้กับธนาคารในประเทศไทย และปีภาษี 2555 นายสมโชคอาศัยอยู่ในประเทศไทยและได้บินไปประเทศสิงคโปร์เพียงปีละ 2 ครั้ง ๆ ละ 10 วันเท่านั้น อยากทราบว่าปีภาษี 2555 นายสมโชคจะนําเงินได้พึงประเมินทั้งสามจํานวนมาเสียภาษีให้กับ ประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตาม บทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินของนายสมโชค จากการเป็นนายหน้าขายประกันชีวิต 20 ล้านบาท และจากการเป็นนายหน้าขายที่ดินและคอนโดมิเนียมจํานวน 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมิน ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย ดังนั้นแม้นายสมโซคจะได้นํา เงินรายได้ทั้งสองจํานวนไปฝากไว้ที่ธนาคารในประเทศสิงคโปร์ นายสมโชคก็จะต้องนําเงินรายได้ทั้งสองจํานวนนั้น มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคแรก

ส่วนเงินได้พึงประเมินจากการให้เช่าคอนโดมิเนียมที่ประเทศสิงคโปร์ของนายสมโชคจํานวน 2.4 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศไทยเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ แต่เมื่อนายสมโชคได้นําเข้ามาฝากไว้ในธนาคารในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้ และในปีภาษี นายสมโชคได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน เพราะได้บินไปประเทศสิงคโปร์เพียง 20 วัน จึงถือว่านายสมโชคเป็น ผู้อยู่ในประเทศไทย ดังนั้นนายสมโชคจึงต้องนําเงินได้จํานวน 2.4 ล้านบาท ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป

นายสมโชคจะต้องนําเงินได้พึงประเมินทั้งสามจํานวนมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร

 

Advertisement