LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2551

Advertisement

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเอก  นายโท  และนายตรี  ต่างเป็นโจทก์ฟ้องนายเบี้ยวฐานฉ้อโกงคนละสำนวน  แต่ศาลสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเป็นคดีเดียวกัน  ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง  วันที่  5  กุมภาพันธ์  2552  ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามสำนวนและทนายความไม่มาศาล  แต่ทนายความของโทซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่  2  ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี  ศาลตรวจดูรายงานการส่งหมายนัดให้โจทก์ทั้งสามสำนวนแล้ว  ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ส่งหมายนัดให้โจทก์ทั้งสามในวันเดียวกันเมื่อวันที่  27  มกราคม  2552  โดยนายเอกและนายโทได้ลงชื่อรับหมายนัดด้วยตนเอง  สำหรับนายตรีเจ้าหน้าที่ได้ส่งหมายนัดให้โดยวิธีปิดหมาย  แต่ปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสามสำนวน

ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลที่ให้ยกฟ้องทั้งสามสำนวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

Advertisement

ธงคำตอบ

มาตรา  166  วรรคแรก  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

วินิจฉัย

คำสั่งของศาลที่ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  แม้ศาลจะมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีของนายเอก  นายโทและนายตรี  โจทก์ทั้ง

สามสำนวนเข้าด้วยกันก็ตาม  แต่ก็เป็นเพียงการรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น  ดังนั้น การที่ศาลจะใช้อำนาจตามมาตรา  166  วรรคแรก  ยกฟ้องโจทก์ที่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดได้นั้น  ศาลจึงอยู่ในบังคับที่จะต้องแยกพิจารณาเป็นรายสำนวนไป  (ฎ. 5461/2534)โดยหลักแล้ว  การยกฟ้องเพราะเหตุที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดนั้น  ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้ทราบนัดโดยชอบแล้วและโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่มีเหตุสมควร

คดีสำนวนแรกของนายเอก  เมื่อปรากฏว่านายเอกลงชื่อรับหมายนัดด้วยตนเอง  หมายนัดที่ส่งให้แก่นายเอกย่อมมีผลใช้ได้ทันทีในวันที่ส่งหมายนัด  คือ  ในวันที่  27  มกราคม  2552  ดังนั้น  การที่นายเอกไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่  5  กุมภาพันธ์  2552  กรณีจึงต้องถือว่านายเอกได้ทราบนัดของศาลโดยชอบแล้ว  เมื่อไม่มาศาลตามกำหนดนัด  คำสั่งศาลที่ให้ยกฟ้องของนายเอกโจทก์สำนวนแรกจึงชอบด้วยมาตรา  166  วรรคแรกแล้ว

คดีสำนวนที่สองของนายโท  แม้จะถือว่าการที่นายโทลงชื่อรับหมายนัดด้วยตนเองเป็นการทราบนัดของศาลโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นเดียวกันกับนายเอกก็ตาม  แต่คำว่า  โจทก์  ตามมาตรา  166   หมายความรวมถึงทั้งทนายโจทก์  ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบฉันทะจากโจทก์ให้มาเลื่อนคดีด้วย  ดังนั้น  แม้ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนายโทซึ่งทราบนัดของศาลโดยชอบแล้ว  จะไม่มาศาลตามกำหนดนัดก็ตาม  แต่เมื่อทนายความของนายโท  โจทก์สำนวนที่  2  ได้มองฉันทะให้เสมือนทนายความมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี  กรณีจึงต้องถือว่าสำนวนคดีที่  2  ของนายโทนั้นมีโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว  การที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องของนายโท  โจทก์สำนวนที่  2  จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา  166  วรรคแรก  (ฎ.  1739/2528)

คดีสำนวนที่สามของนายตรี  กรณีที่ศาลจะยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  ตามมาตรา  166  วรรคแรกได้นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้และโจทก์ทราบกำหนดของศาลโดยชอบแล้วไม่มาศาล  ศาลจึงจะพิพากษายกฟ้องเสียได้  เมื่อปรากฏว่าหมายนัดที่เจ้าหน้าที่ส่งให้แก่นายตรีโดยวิธีปิดหมาย  เมื่อวันที่  27  มกราคม  2552  จะมีผลใช้ได้ในวันที่  11  กุมภาพันธ์  (15  วัน)  กรณีจึงถือว่าโจทก์สำนวนที่  3  ยังไม่ทราบกำหนดนัดของศาลโดยชอบ  จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ที่ศาลจะยกฟ้องนายตรี  โจทก์สำนวนที่  3  เสียได้  คำสั่งยกฟ้องโจทก์สำนวนที่  3  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 947/2533  และ   ฎ. 2178/2536)

สรุป  คำสั่งของศาลที่ให้ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะคดีสำนวนที่หนึ่งของนายเอกเท่านั้น  ส่วนคำสั่งยกฟ้องคดีที่สองของนายโทและคดีที่สามของนายตรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

Advertisement