LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา2553

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายสมหวัง นายสมชัย นายสมศักดิ์ ได้เดินทางไปทัศนาจรที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น นายสมชายและนายสมศักดิ์ได้กู้ยืมเงินจากนายสมหวัง โดยทำสัญญายืมฉบับเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ระบุว่านายสมชายกู้ 350,000 บาท นายสมศักดิ์กู้ 400,000 บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้ นายสมหวังได้ทวงถามแล้วแต่ทั้งสองไม่ชำระ ดังนี้ นายสมหวังจะฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์เป็นจำเลยร่วมกันได้หรือไม่ และถ้าปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่านายสมหวังมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายสมชายมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และนายสมศักดิ์มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ดังนี้ นายสมหวังจะฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์ต่อศาลใด และจะฟ้องทั้งสองยังเขตศาลเดียวกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)       คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

            มาตรา 5 “คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

            มาตรา 59 “ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้…

วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมชายและนายสมศักดิ์ได้กู้ยืมเงินจากนายสมหวัง โดยทำสัญญายืมฉบับเดียวกันนั้น ถือว่านายสมชายและนายสมศักดิ์มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ดังนั้นนายสมหวังจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์เป็นจำเลยร่วมกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59

            ซึ่งการฟ้องคดีนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) กำหนดไว้ว่า โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น และตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5 ได้ กำหนดไว้ว่าคำฟ้องซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคล หรือเพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันโจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้

            ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ เมื่อนายสมชายมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และนายสมศักดิ์มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ นายสมหวังจึงต้องฟ้องนายสมชายต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี และฟ้องนายสมศักดิ์ต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสมชายและนายสมศักดิ์มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี คือ มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น นายสมหวังจึงสามารถฟ้องทั้งนายสมชายและนายสมศักดิ์ยังเขตศาลเดียวกันได้โดยฟ้องได้ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีหรือต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีหรือต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญศาลใดศาลหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5

สรุป นายสมหวังต้องฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี และศาลจังหวัดอำนาจเจริญ หรือจะฟ้องทั้งสองคนยังเขตศาลเดียวกัน คือ ศาลจังหวัดอุบลราชธานี หรือศาลจังหวัดอำนาจเจริญศาลใดศาลหนึ่งก็ได้

Advertisement