LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 2/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 132435 จําเลยได้ทําสัญญาเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวจากโจทก์เป็นระยะเวลา 2 ปี 11 เดือน ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อครบกําหนดระยะเวลา ตามสัญญาเช่าแล้วและไม่มีการต่อสัญญาเช่าออกไป โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จําเลยและบริวาร ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จําเลยเพิกเฉยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว โจทก์จึงฟ้อง ขอให้บังคับจําเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ และขอให้ห้ามมิให้ จําเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป อีกทั้งขอให้จําเลยชําระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับประทับฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายโมรีน จําเลยให้การว่า จําเลยได้ทําสัญญาเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวจริงแต่ไม่ได้ผิดสัญญาเช่าต่อ โจทก์ และให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง อีกทั้งให้ การว่าความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมากเกินความเป็นจริงขอให้ยกคําฟ้อง ในระหว่างการพิจารณา ของศาลชั้นต้น นายโมรีนยื่นคําร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาต ให้ท่านวินิจฉัยว่า โจทก์มีอํานาจฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เพราะเหตุใด และนายโมรีนมีสิทธิขอ เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอํานาจได้ ตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(2) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคําร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคําพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจําเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจําต้องผูกพันตนโดยคําพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการ เข้าแทนที่กันเลย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ โจทก์มีอํานาจฟ้องจําเลยเป็นคดีหรือไม่ และนายโมรีนมีสิทธิขอเข้าเป็น โจทก์ร่วมได้หรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 เกี่ยวกับอํานาจฟ้องของโจทก์

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์ยื่นคําฟ้องจําเลยต่อศาลนั้น โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาท เมื่อครบกําหนดตามสัญญาเช่าแล้วจําเลยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาทเป็นกรณีที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยจําเลย โจทก์จึงมีอํานาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจําเลยซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดต่อโจทก์ได้ เพราะถือว่าได้มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงมีอํานาจที่จะเสนอคดี ต่อศาลได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 ถึงแม้ว่าภายหลังที่ศาลได้สั่งประทับรับฟ้องคดีของโจทก์แล้ว โจทก์จะได้ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่นายโมรีนโจทก์ร่วมก็ตาม ก็ไม่ทําให้อํานาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์ อยู่แล้วนั้นต้องเสียไป กล่าวคือ โจทก์ยังคงมีอํานาจฟ้องต่อไป

ประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนายโมรีน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นได้สั่งประทับรับฟ้องคดีของโจทก์แล้ว โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่นายโมรีน ดังนี้ย่อมถือว่านายโมรีนซึ่งเป็นผู้รับโอน กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากโจทก์ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (2) เพราะเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคําพิพากษาคดีนั้นโดยตรงหรือผลของคดีนั้นตามกฎหมายจะมีผล ไปถึงตนด้วย และเมื่อโจทก์ยังคงมีอํานาจฟ้องต่อไป นายโมรีนจึงมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (2)

สรุป

โจทก์มีอํานาจฟ้องจําเลยเป็นคดีได้ และนายโมรีนมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

 

Advertisement