LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 1/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายชลธีมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ต้องการขายที่ดินของตนซึ่งมีหลายแปลง จึงติดต่อนายนิรัชให้เป็นนายหน้าจัดการขายที่ดินให้ตนโดยมีการตกลงทําสัญญารับเป็นนายหน้ากันที่จังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัชจึงเดินทางไปพบนายบัญญัติที่จังหวัดพะเยาเพื่อจะเสนอขายที่ดินให้นายบัญญัติ นายบัญญัติ ต้องการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งของนายชลธีโดยที่ดินที่นายบัญญัติต้องการนั้นตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นายนิรัชจึงได้จัดการนัดให้นายชลธีและนายบัญญัติมาเจอกันเพื่อทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แปลงดังกล่าวโดยได้นัดเจอและทําสัญญากันที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังจากที่ทําสัญญากันแล้ว นายบัญญัติได้ชําระเงินให้นายชลธีครบถ้วนแล้ว แต่นายชลธีไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินให้และไม่ยอมชําระค่านายหน้าให้แก่นายนิรัชอีกด้วย ให้ท่านวินิจฉัยว่า

Advertisement

(ก) นายบัญญัติจะเป็นโจทก์คนเดียวยื่นฟ้องนายชลธีให้นายชลธีโอนที่ดินให้ตนต่อศาลจังหวัดเชียงรายได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) นายนิรัชจะเป็นโจทก์คนเดียวยื่นฟ้องนายชลธีให้นายชลธีชดใช้ค่านายหน้าให้ตนต่อศาลจังหวัดเชียงรายได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คําฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ในเขตศาลไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่”

มาตรา 4 ทวิ “คําฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วย อสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่ หรือต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายชลธีซึ่งมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงรายกับนายบัญญัติ โดยได้ทําสัญญากันที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังจากที่ได้ทําสัญญากันแล้ว เมื่อนายบัญญัติได้ชําระเงินให้นายชลธีครบถ้วนแล้ว แต่นายชลธิ์ไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินให้นายบัญญัติ ทําให้นายบัญญัติจะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชลธีโอนที่ดินให้ตนต่อศาลจังหวัดเชียงรายนั้น การที่นายบัญญัติจะฟ้อง เพื่อให้นายชลธีโอนที่ดินให้แก่ตน เป็นการฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์มุ่งหมายจะบังคับเอากับ ที่ดิน จึงถือว่าเป็นคดีที่มีคําฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น นายบัญญัติย่อมสามารถยื่นฟ้องนายชลธีต่อ ศาลจังหวัดเชียงรายได้ เพราะเป็นศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล หรือจะยื่นฟ้องนายชลธีต่อศาล จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่นายชลธีมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาลก็ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิ

(ข) การที่นายนิรัชจะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชลธีเพื่อให้ชดใช้ค่านายหน้าในการขายที่ดินให้แก่ตน ต่อศาลจังหวัดเชียงรายนั้น เมื่อการฟ้องเรียกค่านายหน้าขายที่ดินมิใช่เป็นคดีที่มีคําฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นคดีที่โจทก์มิได้มุ่งหมายจะบังคับเอากับที่ดิน จึงถือเป็นการฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคล ดังนั้น นายนิรัช จะยื่นฟ้องนายชลธีต่อศาลจังหวัดเชียงรายไม่ได้ นายนิรัชจะต้องยื่นฟ้องนายชลธีต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น ศาลที่นายชลธีมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล รวมทั้งเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เนื่องจากมีการตกลงทําสัญญารับเป็น นายหน้ากันที่จังหวัดเชียงใหม่) เท่านั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 (1)

สรุป

(ก) นายบัญญัติจะเป็นโจทก์คนเดียวยื่นฟ้องนายชลธีให้นายชลธีโอนที่ดินให้ตนต่อศาลจังหวัดเชียงรายได้

(ข) นายนิรัชจะเป็นโจทก์คนเดียวยื่นฟ้องนายชลธิ์ให้นายชลธีชดใช้ค่านายหน้าให้ตน ต่อศาลจังหวัดเชียงรายไม่ได้

Advertisement