LAW3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว 2/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายสมานได้ตกลงกับ น.ส.วิไลว่าจะทําสัญญาหมั้นกันในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เมื่อถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายสมานทําแหวนหมั้นหาย จึงได้ขอยืมแหวนของ น.ส.อรสาซึ่งเป็นเพื่อนของ น.ส.วิไลมาสวม ให้ น.ส.วิไลก่อนตามกําหนดเวลาหมั้นที่ได้กําหนดไว้ และยังได้ทําสัญญากู้ยืมเงิน 200,000 บาท ให้ น.ส.วิไลไว้เป็นของหมั้นอีกด้วย น.ส.วิไลได้ลาออกจากงานเพื่อที่จะไปใช้ชีวิตครอบครัวกับ นายสมานที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่นายสมานได้สนิทสนมกับ น.ส.อรสาจนมีความสัมพันธ์ทางเพศกัน และได้ตัดสินใจอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา จึงปฏิเสธไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับ น.ส.วิไล เช่นนี้ น.ส.วิไลจะฟ้องเรียกเงิน 200,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน เรียกค่าทดแทนต่อชื่อเสียงและที่ได้ลาออกจากงาน และต้องการฟ้อง น.ส.อรสาเรียกค่าทดแทนที่มาร่วมประเวณีกับนายสมานด้วย ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1437 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือ โอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้นเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง”

มาตรา 1439 “เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิด ใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย”

มาตรา 1440 “ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้

(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทําการในฐานะ เช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่ อาชีพหรือทางทํามาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส”

มาตรา 1445 “ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้น ของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมานได้ตกลงกับ น.ส.วิไลว่าจะทําสัญญาหมั้นกัน แต่เมื่อถึง กําหนดเวลาวันหมั้น นายสมานทําแหวนหมั้นหายจึงได้ขอยืมแหวนของ น.ส.อรสามาสวมให้ น.ส.วิไลก่อนตาม กําหนดเวลาหมั้นที่ได้กําหนดไว้นั้น แหวนดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายได้ส่งมอบ โดยมีเจตนาจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้นแต่อย่างใด (ตามมาตรา 1437 วรรคหนึ่งและวรรคสอง)

และการที่นายสมานได้ทําสัญญากู้ยืมเงิน 200,000 บาท ให้ น.ส.วิไลไว้เป็นของหมั้นนั้น เมื่อยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินคือเงิน 200,000 บาท ให้แก่หญิงคู่หมั้น เป็นเพียงการทําสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน ที่เป็นของหมั้นกันในวันข้างหน้า ทรัพย์สินคือเงิน 200,000 บาท จึงไม่ถือว่าเป็นของหมั่นตามมาตรา 1437 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น น.ส.วิไลจะฟ้องเรียกเงิน 200,000 บาท ตามสัญญากู้ในฐานะเป็นของหมั้นไม่ได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ 1852/2506)

เมื่อการหมั้นระหว่างนายสมานกับ น.ส.วิไล เป็นการหมั้นโดยไม่มีทรัพย์สินอันเป็นของหมั้น การหมั้นจึงไม่สมบูรณ์ถือเสมือนว่าไม่มีการหมั้นกัน ดังนั้น การที่ต่อมานายสมานได้ปฏิเสธไม่ยอมจดทะเบียนสมรส กับ น.ส.วิไล จึงไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมั้นตามมาตรา 1439 น.ส.วิไลจึงฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนต่อชื่อเสียง และที่ได้ลาออกจากงานเพื่อที่จะไปใช้ชีวิตครอบครัวกับนายสมานที่จังหวัดเชียงใหม่ตามมาตรา 1440 (1) และ (3) ไม่ได้ และจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก น.ส.อรสาที่ได้มาร่วมประเวณีกับนายสมานตามมาตรา 1445 ก็ไม่ได้เช่นกัน

สรุป

น.ส.วิไลจะฟ้องเรียกเงิน 200,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน และจะฟ้องเรียกค่าทดแทน ต่อชื่อเสียงและที่ได้ลาออกจากงานไม่ได้ และจะฟ้อง น.ส.อรสาเพื่อเรียกค่าทดแทนที่ได้มาร่วมประเวณีกับนายสมาน เก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน

Advertisement