LAW2013 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด 2/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2013 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 (ก) ผู้ทรงตั๋วเงินทั้งประเภททั่วระบุชื่อและตัวผู้ถือ มีวิธีพิสูจน์การเป็นผู้ทรงอย่างไรบ้าง จงอธิบาย เอกสารประกอบการได้ พร้อมหลักกฎหมาย

Advertisement

(ข) ข้าวผัด ได้รับเช็คสลักหลังลอยมาจากกระเพรา โดยที่กระเพราลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเช็คต่อมาข้าวผัดนําเช็คฉบับนี้ไปชําระหนี้กู้ยืมให้แก่หมูกรอบ จึงเขียนข้อความว่า ชําระหนี้ให้แก่ หมูกรอบ บนลายมือชื่อของกระเพรา และส่งมอบเช็คนี้ให้แก่หมูกรอบ ครั้นถึงวันที่ลงในเช็กหมูกรอบนำเช็คฉบับนี้ไปขึ้นเงินกับธนาคาร แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่าย หมูกรอบได้ติดต่อทวงถามข้าวผัดและกระเพราให้รับผิดตามเช็ค ฉบับนี้ แต่กระเพราอ้างว่าการโอนเช็คไม่ถูกต้องเพราะไม่มีลายมือชื่อข้าวผัด ดังนี้หมูกรอบจึง ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบเพราะการโอนขาดสายอีกทั้งข้าวผัดไม่สามารถเติมข้อความบนลายมือชื่อของตนอีกด้วย

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่าข้ออ้างของกระเพราฟังขึ้นหรือไม่

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 904 “อันผู้ทรงนั้น หมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน หรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน”

905 “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 บุคคลผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักลอยก็ตาม ให้ถือว่า เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อใดรายการสลักหลังลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคล ผู้มีลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย อนึ่งคําสลักหลังเมื่อขีดฆ่าเสีย และห้ามให้ถือเสมือนว่ามิได้มีเลย

ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครอง ท่านว่าผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิ ของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น หาจําต้องสละตั๋วเงินไม่เว้นแต่จะได้มาโดยทุจริตหรือได้มา ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

อนึ่งข้อความในวรรคก่อนนี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย”

อธิบาย

จากหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าในการพิสูจน์การเป็นผู้ทรงตั๋วเงินทั้งประเภท ตั๋วระบุชื่อและตั๋วผู้ถือนั้น จะต้องพิสูจน์ให้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 904 และมาตรา 905 วรรคหนึ่ง ดังนี้ คือ

1 เป็นผู้มีตั๋วเงินไว้ในความครอบครอง คือมีการครอบครองหรือยึดถือตัวเงินนั้นด้วยเจตนา ยึดถือเพื่อตน

2 ได้ครอบครองตั๋วเงินนั้นในฐานะเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลังในกรณีที่เป็นตั๋วเงิน ชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ หรืออาจครอบครองตั๋วเงินนั้นในฐานะผู้ถือในกรณีที่เป็นตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ

3 ได้ครอบครองตั๋วเงินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และโดยไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น ได้ตั๋วเงินนั้นมาจากผู้สั่งจ่าย (หรือผู้ออกตั๋ว) หรือได้รับโอนตั๋วเงินนั้นมาโดยสุจริต

4 ในกรณีเป็นผู้ครอบครองตั๋วเงินในฐานะผู้รับสลักหลัง (ไม่ว่าจะเป็นผู้รับสลักหลังจาก การสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอย) จะต้องแสดงให้ปรากฏสิทธิในการสลักหลังที่ไม่ขาดสายด้วย คือแสดง ให้เห็นว่าตั๋วเงินนั้นมีการสลักหลังโอนติดต่อกันมาตามลําดับโดยไม่ขาดตอน แม้ว่าการสลักหลังบางรายจะเป็น สลักหลังลอยก็ตาม

และเมื่อพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้ทรงตั๋วเงินและเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 904 และมาตรา 905 วรรคหนึ่งแล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 905 วรรคสองและวรรคสาม กล่าวคือ ถ้าบุคคลใด ต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากการครอบครอง ผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่ต้องสละตั๋วเงินคืนให้แก่บุคคลนั้น

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 900 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความ ในตั๋วเงินนั้น”

มาตรา 917 วรรคหนึ่ง “อันตั๋วแลกเงินทุกฉบับ ถึงแม้ว่าจะมิใช่สั่งจ่ายให้แก่บุคคลเพื่อเขา สั่งก็ตาม ท่านว่าย่อมโอนให้กันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ”

มาตรา 919 วรรคสอง “การสลักหลังย่อมสมบูรณ์แม้ทั้งมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ด้วย หรือแม้ผู้สลักหลังจะมิได้กระทําอะไรยิ่งไปกว่าลงลายมือชื่อของตนที่ด้านหลังตั๋วแลกเงินหรือที่ใบประจําต่อ ก็ย่อม ฟังเป็นสมบูรณ์ดุจกัน การสลักหลังเช่นนี้ท่านเรียกว่า “สลักหลังลอย”

มาตรา 920 วรรคสอง “ถ้าสลักหลังลอย ผู้ทรงจะปฏิบัติดังกล่าวต่อไปนี้ประการหนึ่งประการใด ก็ได้ คือ

(1) กรอกความลงในที่ว่างด้วยเขียนชื่อของตนเองหรือชื่อบุคคลอื่นผู้ใดผู้หนึ่ง”

มาตรา 989 วรรคหนึ่ง “บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 อันว่าด้วยตั๋วแลกเงินดังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบทมาตรา , 914 ถึง 923…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ข้าวผัดได้รับเช็คมาจากการสลักหลังลอยของกระเพรา โดยที่กระเพรา ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหลังเช็คนั้น เช็คฉบับดังกล่าวย่อมเป็นเช็คชนิดระบุชื่อซึ่งกระเพรามีสิทธิที่จะโอนเช็คให้แก่ข้าวผัดต่อไปได้โดยการสลักหลังลอย คือลงแต่ลายมือชื่อของกระเพราไว้ที่ด้านหลังเช็คแล้วส่งมอบเช็คนั้นให้แก่ ข้าวผัดตามมาตรา 917 วรรคหนึ่ง และมาตรา 919 วรรคสอง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และเมื่อข้าวผัดได้รับ เช็คฉบับดังกล่าวมาแล้ว ข้าวผัดย่อมมีสิทธิตามมาตรา 920 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง คือ กรอก ความลงในที่ว่างและเขียนชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งลงไว้ได้ ดังนั้น เมื่อข้าวผัดนําเช็คฉบับนี้ไปชําระหนี้กู้ยืมให้แก่หมูกรอบ โดยเขียนข้อความว่า ชําระหนี้ให้แก่หมูกรอบ บนลายมือชื่อของกระเพรา และส่งมอบเช็คให้แก่หมูกรอบ การโอนเช็ค ของข้าวผัดจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และให้ถือว่าหมูกรอบเป็นผู้ทรงเช็คฉบับนี้ในฐานะผู้รับสลักหลังจาก การสลักหลังของกระเพรา

เมื่อถึงวันที่ลงในเช็ค หมูกรอบซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คฉบับนี้โดยชอบได้นําเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน และเมื่อหมูกรอบได้ติดต่อทวงถามข้าวผัดและกระเพราให้รับผิดตามเช็คฉบับนี้ การที่ กระเพราอ้างว่าการโอนเช็คไม่ถูกต้องเพราะไม่มีลายมือชื่อข้าวผัด การโอนจึงขาดสายทําให้หมูกรอบไม่ใช่ผู้ทรง โดยชอบ อีกทั้งข้าวผัดไม่สามารถเติมข้อความบนลายมือชื่อของตนอีกด้วยนั้น ข้ออ้างดังกล่าวของกระเพราจึง ฟังไม่ขึ้น กระเพราจึงต้องรับผิดตามเช็คฉบับนี้ ส่วนข้าวผัดเมื่อไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในเซ็ค จึงไม่ต้องรับผิดตาม มูลหนี้ของเช็คฉบับนี้ตามมาตรา 900 วรรคหนึ่ง

สรุป ข้ออ้างของกระเพราฟังไม่ขึ้น

 

Advertisement