LAW4002 (LA 402),(LW 423) การว่าความ 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551
ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4002 (LA 402),(LW 423) การว่าความ 

คำแนะนำ
  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ
 

ข้อ 1.       โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เช่าบ้านจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 20,000.- บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549  มีกำหนด 3 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว  โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าไปยังจำเลย โดยหนังสือลงทะเบียนตอบรับทางไปรษณีย์ให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านที่เช่าภายในกำหนด 1 เดือน ครั้นเมื่อครบกำหนดตามหนังสือแล้ว จำเลยและบริวารก็ยังไม่ยอมออกจากบ้านที่เช่า โจทก์จึงฟ้องศาลให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเช่าพร้อมกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 25,000.- บาท ตั้งแต่วันครบกำหนดตามสัญญาเช่าจนกว่าจำเลยและบริวารจะยอมออกจากบ้านที่เช่า

จำเลยได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความเพื่อต่อสู้คดีโดยมีข้อต่อสู้ดังนี้

                1.  จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าและตามระยะเวลาที่เช่าดังกล่าวจริง แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว  โจทก์ได้ตกลงให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทต่อไปในอัตราค่าเช่าเดิมโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่า

                2.  จำเลยขอปฏิเสธว่า ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าจากโจทก์แต่ประการใด

                3.  จำเลยขอต่อสู้ว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเดือนละ 25,000.- บาทนั้น เกินความจริง ความเสียหายของโจทก์หากจะมีก็ไม่เกินเดือนละ 20,000.- บาทเท่าอัตราค่าเช่าตามฟ้อง

                ดังนั้น ให้ท่านในฐานะทนายความของจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีตามความประสงค์ของจำเลย (ให้ร่างแต่ใจความในคำให้การ  โดยไม่ต้องคำนึงถึงแบบฟอร์มศาล)

แนวคำตอบ

ตัวอย่างคำให้การ

 

                ข้อ 1.       จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าและตามระยะเวลาที่เช่าดังกล่าวจริง  แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว  โจทก์ได้ตกลงให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทต่อไปในอัตราค่าเช่าเดิมโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่า

                ข้อ 2.       จำเลยขอปฏิเสธว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าจากโจทก์แต่ประการใด

                ข้อ 3.       จำเลยขอต่อสู้ว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเดือนละ 25,000.- บาทนั้นเกินความจริง ความเสียหายของโจทก์จะมีก็ไม่เกินเดือนละ  20,000.- บาทเท่าอัตราค่าเช่าตามฟ้อง

                อาศัยเหตุผลดังกล่าว ขอศาลได้โปรดพิพากษายกฟ้องของโจทก์  โดยให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยด้วย

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด 

                                                                ลงชื่อ                            ก.                            ทนายจำเลย

                                                         คำให้การฉบับนี้ ข้าพเจ้า นาย ก ทนายจำเลยเป็นผู้เรียงพิมพ์                        

                                                                ลงชื่อ                            ก.                            ผู้เรียงพิมพ์


ข้อ 2.       ในคดีพิพาทเกี่ยวกับหุ้นส่วนในบริษัทแห่งหนึ่งระหว่าง นายจิต  จิ๋วแจ๋ว  ประธานบริษัท ซึ่งเป็นโจทก์ กับ นายยักษ์ ใหญ่มาก  กรรมการบริษัทซึ่งเป็นจำเลย  ศาลแพ่งนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 18 ตุลาคม 2551  เวลา 9.00 น.  ในวันพิจารณาดังกล่าวปรากฏว่า ตัวโจทก์ซึ่งเป็นพยานปากแรกและเป็นพยานสำคัญในประเด็นแห่งคดีที่จะต้องเบิกความก่อนพยานโจทก์ปากอื่นไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นประธานบริษัทได้เดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศและมีกำหนดเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่ 15 ตุลาคม 2551  แต่ปรากฏว่าพนักงานประจำท่าอากาศยานในประเทศที่โจทก์ไปร่วมประชุมได้ประท้วงหยุดงานเพื่อขอขึ้นเงินเดือน ทำให้ทุกสายการบินไม่สามารถทำการบินได้ ซึ่งถึงขณะนี้การประท้วงหยุดงานก็ยังไม่เสร็จสิ้น  ทำให้โจทก์ยังคงต้องอยู่ที่ประเทศนั้นต่อไปจนกว่าพนักงานจะกลับมาทำงานตามเดิม  ทั้งนี้ โจทก์มีหลักฐานเป็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยที่ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดและมีหนังสือซึ่งโจทก์เขียนด้วยลายมือตัวเองส่งจากต่างประเทศมาให้ทนายโจทก์ทางโทรสาร

                ดังนั้น ให้ท่านในฐานะทนายโจทก์ ร่างคำร้องขอเลื่อนคดีโดยยื่นต่อศาลในวันพิจารณา (ให้ร่างแต่ใจความในคำร้อง  โดยไม่ต้องคำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล)

แนวคำตอบ           

ตัวอย่างคำให้การ

 

                ข้อ 1.       คดีนี้ ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันนี้ ดังความแจ้งแล้วนั้น

                ข้อ 2.       เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นพยานปากแรก  และเป็นพยานสำคัญในประเด็นแห่งคดีที่จะต้องเบิกความก่อนพยานโจทก์ปากอื่นไม่สามารถเดินทางมาศาลได้  เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นประธานบริษัทได้เดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศและมีกำหนดเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่ 15 ตุลาคม 2551  แต่ปรากฏว่าพนักงานประจำท่าอากาศยานในประเทศที่โจทก์ไปร่วมประชุมได้ประท้วงหยุดงานเพื่อขอขึ้นเงินเดือน  ทำให้ทุกสายการบินไม่สามารถทำการบินได้  ซึ่งถึงขณะนี้การประท้วงหยุดงานก็ยังไม่เสร็จสิ้น  ทำให้โจทก์ยังคงต้องอยู่ที่ประเทศนั้นต่อไปจนกว่าพนักงานจะกลับมาทำงานตามเดิม  ทั้งนี้ โจทก์มีหลักฐานเป็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยที่ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดและหนังสือซึ่งโจทก์เขียนด้วยลายมือตัวเองส่งจากต่างประเทศมาให้ทนายโจทก์ทางโทรสาร  รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1 และ 2

                อาศัยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงขอความกรุณาจากศาลขอเลื่อนการสืบพยานโจทก์ออกไปอีกนัดหนึ่ง  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด 

                                                                ลงชื่อ                           ก.                             ทนายจำเลย

                                                         คำให้การฉบับนี้ ข้าพเจ้า นาย ก ทนายโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์                                    

                                                                ลงชื่อ                           ก.                             ผู้เรียงและพิมพ์

 ข้อ 3.      เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551  เวลาประมาณ 22.00 นาฬิกา  นายสมัครกับนายดุสิตได้พากันไปที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 10 ของถนนสาย  3112  ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก  จังหวัดอ่างทอง ซึ่งราษฎรในหมู่บ้านบริเวณดังกล่าวนำรถจักรยานยนต์มาจอดเพื่อหนีน้ำท่วม  เมื่อไปถึงบริเวณดังกล่าวนายสมัครกับนายดุสิตได้ช่วยกันตัดโซ่ที่คล้องรถจักรยานยนต์ของนายสมชาย  ราคา 25,000 บาท  ที่จอดในบริเวณดังกล่าวแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ขับออกไป  นายสมชายได้ยินเสียงเครื่องยนต์จึงเดินไปดู  เห็นว่ารถจักรยานยนต์ของตนถูกลักเอาไป  จึงร้องเรียกให้คนช่วยกันจับตัวนายสมัครกับนายดุสิต  พอดีมีสิบตำรวจตรีชวลิตกับพวกซึ่งเป็นตำรวจสายตรวจขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา  จึงได้ขับตามไปในทันทีและสามารถจับตัวนายสมัครได้  ส่วนนายดุสิตกระโดดรถลงไปในบริเวณที่น้ำท่วมหลบหนีไปได้  สิบตำรวจตรีชวลิตกับพวกจึงนำตัวนายสมัคร พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของนายสมชายที่ถูกลักเอาไปเป็นของกลาง นำส่ง ร.ต.อ.เฉลิม  พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าโมกเพื่อทำการสอบสวนต่อไป  ชั้นสอบสวนนายสมัครให้การรับสารภาพ  รถจักรยานยนต์ของกลางพนักงานสอบสวนคืนแก่นายสมชายไป  ระหว่างสอบสวนนายสมัครถูกควบคุมตัวตลอดมา  โดยต้องขังอยู่ตามหมายขังของศาลจังหวัดอ่างทอง  ในคดีหมายเลขดำที่  ฝ.423/2551  เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จจึงส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง

                สมมติว่านักศึกษาเป็นอัยการจังหวัดอ่างทองผู้รับผิดชอบคดีนี้  ได้สั่งฟ้องนายสมัครในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์  ให้นักศึกษาเรียงคำฟ้องเฉพาะเนื้อหาคำฟ้องเท่านั้น

                ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ 

                มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1)     ในเวลากลางคืน

(2)     ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้  การระเบิด  อุทกภัย  หรือในที่.........................

(3)     โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ

        มาตรา  83    ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ผู้ที่ได้ร่วม

กระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ...................................

                แนวคำตอบ

                ถ้าข้าพเจ้าเป็นพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง  ข้าพเจ้าจะเรียกคำฟ้องดังต่อไปนี้

                ข้อ 1.เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  จำเลยนี้กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีกหนึ่งคน  ได้บังอาจร่วมกันตัดโซ่ที่คล้องรถจักรยานยนต์อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์นั้น  แล้วลักเอารถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน ราคา 25,000 บาท  ของนายสมชาย ผู้เสียหาย ซึ่งจอดในที่หรือบริเวณที่มีเหตุอุทกภัย ไปโดยทุจริต

                เหตุเกิดที่ตำบลโผงเผง  อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง            

                ข้อ 2.   ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ภายหลังจากที่จำเลยกับพวกลักเอารถจักรยานยนต์ดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ไปแล้ว  เจ้าพนักงานจับจำเลยนี้ได้นำส่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน

                ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ

                รถจักรยานยนต์ของกลางพนักงานสอบสวนคืนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว

                ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวมาตลอด  ตามหมายขังของศาลนี้ ในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.423/2551  ขอศาลเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมายต่อไป 

ข้อ 4.       เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551  นายเทียนชัย  สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสดสวย ได้ตกลงว่าจ้างนายยุติธรรม   ทนายความ ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับนางสดสวย  ในข้อหาหรือฐานความผิด หย่า แบ่งสินสมรส นายเทียนชัยได้ชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องและดำเนินคดีเบื้องต้นเป็นเงิน 200,000 บาท  ส่วนค่าทนายความที่เหลือนายเทียนชัยตกลงให้นายยุติธรรม เรียกจากส่วนแบ่งของทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ในอัตราร้อยละ 10 ของทรัพย์สินที่ได้รับจากการแบ่งสินสมรส  นายยุติธรรม จึงตกลงทำสัญญาจ้างว่าความและรับทำคดีให้แก่นายเทียนชัย  ต่อมาคดีเสร็จสิ้น  นายเทียนชัยได้รับส่วนแบ่งสินสมรสในคดีดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท  นายยุติธรรมจึงทวงถามค่าทนายความส่วนที่เหลือจากนายเทียนชัย ตามที่ได้ตกลงกันไว้  แต่นายเทียนชัย ไม่ยอมชำระค่าทนายในส่วนที่เหลือในอัตราร้อยละ 10 ของทรัพย์สินที่ได้รับจากการแบ่งสินสมรส  ซึ่งเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่นายยุติธรรม  นายยุติธรรมจึงฟ้องนายเทียนชัยในข้อหาหรือฐานความผิด ผิดสัญญาจ้างว่าความ

                ให้ท่านวินิจฉัยว่า การที่นายยุติธรรม ทนายความ ได้ตกลงทำสัญญาจ้างว่าความกับนายเทียนชัย โดยเรียกเอาส่วนแบ่งของทรัพย์สินที่ได้รับจากการแบ่งสินสมรสนั้น เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ในหมวด 3 มรรยาทต่อตัวความหรือไม่ อย่างไร ให้อธิบาย

แนวคำตอบ

ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 หมวด 3 มรรยาทต่อตัวความ ข้อ 9 ถึง     ข้อ 15

ข้อ  9       กระทำการอันใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกัน  ในกรณีอันหามูลมิได้

ข้อ 10      ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง

(1)          หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้

(2)          อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความอื่น

(3)          อวดอ้างว่าเกี่ยวเป็นสมัครพรรคพวกรู้จักคุ้นเคยกับผู้ใด อัน

กระทำให้เขาหลงว่า  ตนสามารถจะทำให้เขาได้รับผลเป็นพิเศษ

นอกจากทางว่าความ หรือหลอกลวงว่าจะชักนำจูงใจให้ผู้นั้น

ช่วยเหลือคดีในทางใด ๆ ได้   หรือแอบอ้างขู่ว่าถ้าให้ตนว่าคดีนั้นแล้ว

จะหาหนทางให้ผู้นั้นกระทำให้คดีของเขาเป็นแพ้

ข้อ  11    เปิดเผยความลับของลูกความที่ได้รู้ในหน้าที่ของทนายความ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากลูกความนั้นแล้ว  หรือโดยอำนาจศาล

ข้อ 12     การกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1)          จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2)          จงใจละเว้นหน้าที่ ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ

                ข้อ 13      ได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่ง แล้วภายหลังไปรับเป็นทนายหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน

                ข้อ 14      ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้

                ข้อ 15      กระทำการอันใดอันเป็นการฉ้อโกง  ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครองหรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร

                เมื่อพิจารณาตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529  หมวดที่ 3 แล้วเห็นว่า ข้อบังคับดังกล่าวมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความและตกลงเรียกค่าจ้างว่าความโดยวิธีเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันพึงได้แก่ลูกความ เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความแต่อย่างใด

                ดังนั้น การที่นายยุติธรรม  ทนายความ ได้ตกลงทำสัญญาจ้างว่าความกับนายเทียนชัยดังกล่าวข้างต้น  จึงไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความตามข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529  หมวดที่ 3  แต่อย่างใด  (เทียบได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่  1260/2543 (ประชุมใหญ่)  ที่ 5229/2544  และที่ 6919/2544