LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายไกรมีบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2557 ได้เดินทางไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างที่ทํางานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ นายไกรขายสวนทุเรียนข้างบ้านได้เงิน 3 ล้านบาท นายไกร ได้ส่งเงินที่ได้จากการทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ให้แก่นางพลอยใสมารดา 2 หมื่นบาททุกเดือน และนายไกรได้นําเงินที่ทํางานนั้นซื้อนาฬิกาข้อมือราคา 3 แสนบาท เป็นของฝากนางสาวเหมือนฝัน ต่อมานายไกรได้เดินทางกลับเข้าประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 พร้อมทั้งนํานาฬิกาดังกล่าว และเงินกลับมาด้วยจํานวน 5 แสนบาท ให้ท่านวินิจฉัยว่า ปีภาษี 2557 เงินได้รายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ เงินได้รายการต่าง ๆ จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2557 หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายไกร

1 เงินได้จากการขายสวนทุเรียน จํานวน 3 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย นายไกรจะต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2557 ตามมาตรา 41 วรรคแรก

2 เงินได้เนื่องจากการทํางานในต่างประเทศคือที่ประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นเงินได้ที่ นายไกรได้รับและส่งให้นางพลอยใสมารดาเดือนละ 20,000 บาท เงินที่ใช้ซื้อนาฬิกา 3 แสนบาท และเงิน 5 แสนบาท ที่นายไกรนําเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี 2557 นั้น นายไกรไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 41 วรรคแรก เพราะมิใช่เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง เพราะแม้จะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําใน ต่างประเทศ และนายไกรได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ก็ตาม แต่เมื่อนายไกร มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เพราะมิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี ดังนั้น นายไกรจึงไม่ต้องเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม

กรณีของนางพลอยใส

การที่นางพลอยใสมีเงินได้พึงประเมินที่นายไกรส่งให้เดือนละ 2 หมื่นบาทนั้น นางพลอยใส ไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ที่นางพลอยใสได้รับ เนื่องจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาตามมาตรา 42 (10) จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

กรณีของนางสาวเหมือนฝัน

การที่นางสาวเหมือนฝันจะได้รับนาฬิกามูลค่า 3 แสนบาทจากนายไกรนั้น ถือว่าเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 39 เพราะนาฬิกาเป็นทรัพย์สินที่สามารถคิดคํานวณได้เป็นเงิน ถ้านางสาวเหมือนฝันได้รับ ในปีภาษี 2557 ก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคแรก และถือเป็นเงินได้สําหรับปี 2557 แต่ถ้าได้รับในปีภาษีอื่นใด ก็ต้องนําเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษีในปีนั้น

สรุป

นายไกรจะต้องนําเงินได้เฉพาะเงินได้จากการขายสวนทุเรียน จํานวน 3 ล้านบาท ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2557

นางพลอยใสไม่ต้องนําเงินได้ที่นายไกรส่งให้เดือนละ 2 หมื่นบาท ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นางสาวเหมือนฝันถ้าได้รับนาฬิกามูลค่า 3 แสนบาทจากนายไกร นางสาวเหมือนฝันก็จะต้อง นําเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา