Advertisement

ข้อ 4. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายโหดในข้อหาพยายามฆ่านายดีผู้เสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่านายโหดได้ใช้อาวุธปืนตีที่ศีรษะนายที่ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า แต่แพทย์รักษาบาดแผลได้ทัน นายดีผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงได้รับอันตรายสาหัสประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ เกินกว่า 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 (ระวางโทษสองในสาม ของโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิตหรือจําคุกตั้งแต่ 15 ปี – 20 ปี) นายโหดจําเลยให้การปฏิเสธ และนําสืบอ้างฐานที่อยู่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านายโหดได้กระทําผิดจริง ตามฟ้อง แต่พฤติการณ์การกระทําดังกล่าว นายโหดมิได้มีเจตนาฆ่านายดีผู้เสียหาย มีแค่เพียง เจตนาทําร้ายร่างกายนายดีผู้เสียหายเท่านั้น การกระทําของนายโหดจึงเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 297 พิพากษาลงโทษจําคุก 6 ปี โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลชั้นต้นนําบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ปรับเข้ากับ พฤติการณ์การกระทําของนายโหดที่ฟังเป็นยุติแล้ว โจทก์ยังไม่อาจเห็นพ้องด้วยเนื่องจากพฤติการณ์ การกระทําของนายโหดที่ฟังเป็นยุติแล้ว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง และจําเลยอุทธรณ์ว่า จําเลยได้ทําร้ายร่างกาย นายดิผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจริง แต่เป็นเพราะจําเลยถูกนายดีผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุไม่เป็นธรรมจึงกระทําความผิดไปโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจําเลยสถานเบา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์ได้ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และจําเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 193 ทวิ “ห้ามมิให้อุทธรณ์คําพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษ อย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่กรณี ต่อไปนี้ให้จําเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

(1) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจําคุก

(2) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้

(3) ศาลพิพากษาว่าจําเลยมีความผิด แต่รอการกําหนดโทษไว้ หรือ

(4) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท”

มาตรา 193 ตรี “ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 193 ทวิ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสําคัญ อันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการ ซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้ มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้ พิจารณาต่อไป”

มาตรา 195 วรรคหนึ่ง “ข้อกฎหมายทั้งปวงอันคู่ความอุทธรณ์ร้องอ้างอิง ให้แสดงไว้โดย ชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ แต่ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันแล้วแต่ในศาลชั้นต้น”

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระ แก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าว ในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจําเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีอุทธรณ์ของโจทก์ การที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายโหดเป็นจําเลยในข้อหาพยายามฆ่า นายดีผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่จําเลยให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้น พิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจําเลยได้กระทําผิดจริงตามฟ้อง แต่พฤติการณ์การกระทําของจําเลยดังกล่าว จําเลยมิได้มีเจตนาฆ่านายดีผู้เสียหายแต่มีเพียงเจตนาทําร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เท่านั้น การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 297 จึงพิพากษาลงโทษจําคุก 6 ปีนั้น การที่โจทก์ ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากพฤติการณ์การกระทําของจําเลยที่ฟังเป็นยุติแล้ว เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้องนั้น ถือเป็นการโต้แย้ง การที่ศาลชั้นต้นปรับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่าเข้ากับองค์ประกอบของกฎหมายในเรื่องใด หรือปัญหาการ หารือบทจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย และเมื่อโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ดังนั้น โจทก์จึงสามารถอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจะมี คําสังรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

กรณีอุทธรณ์ของจําเลย การที่จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยได้ทําร้ายร่างกายนายดีผู้เสียหาย ได้รับอันตรายสาหัสจริง แต่เป็นเพราะจําเลยถูกนายที่ผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงได้กระทําความผิดไปโดยบันดาลโทสะตาม ป.อาญา มาตรา 72 นั้น เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งจําเลย มิได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 และแม้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์ ก็ตาม ก็ไม่มีผลทําให้จําเลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ เพราะการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ตรีนั้น ใช้กับกรณีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิเท่านั้น ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจําเลยไว้พิจารณา

สรุป ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา แต่จะมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์ของ จําเลย

Advertisement

อดทนและมีวินัยในการอ่านหนังสือ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณ

Log in with your credentials

Forgot your details?