LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2561

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่าจําเลยใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย โดยจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก 5 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นเช่นกัน และพ้นโทษคดีดังกล่าวมายังไม่เกิน 3 ปี ได้ หวนกลับมากระทําผิดคดีนี้อีกโดยไม่เข็ดหลาบ ขอให้ลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 ประกอบมาตรา 80 (โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา 158 (5) ทุกประการ) จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริง เชื่อตามพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบว่า จําเลยกระทําผิดจริงตามฟ้อง และจําเลยเคยต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษและพ้นทษในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจริงตามฟ้อง

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะเพิ่มโทษจําเลย โดยคําขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ระบุอ้างบทกฎหมายที่ ขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาด้วยได้หรือไม่ และหากสามารถเพิ่มโทษจําเลยได้ ศาลจะเพิ่มเติมโทษ จําเลยได้เพียงใด เพราะเหตุใด

Advertisement

หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 ผู้ใดต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก ถ้าและได้กระทําความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลาห้าปีนับแต่วัน พ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจําคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสาม ของโทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลัง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 ผู้ใดต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก ถ้าและได้กระทํา ความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดที่จําแนกไว้ในอนุมาตราต่อไปนี้ในอนุมาตราเดียวกันอีกในระหว่างที่ ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ราายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษก็ดี ถ้าความผิดครั้งแรกเป็นความผิด ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจําคุกไม่น้อยกว่าหกเดือน หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจําคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลัง

(11) ความผิดต่อชีวิต ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288 ถึงมาตรา 290…

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 158 “ฟ้องต้องทําเป็นหนังสือ และมี

(6) อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทําเช่นนั้นเป็นความผิด”

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง “ห้ามมิให้พิพากษา หรือสังเกินคําขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง”

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์บรรยายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาแล้วนั้น แม้ตามคําฟ้อง ของโจทก็จะมิได้ระบุอ้างบทกฎหมายที่ขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาด้วยก็ตาม แต่ ป.อาญา มาตรา 92 และ 93 ซึ่ง เป็นบทกฎหมายที่เป็นบทเพิ่มโทษจําเลยฐานไม่เข็ดหลาบนั้น มิใช่มาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทํา เช่นนั้นเป็นความผิด อันจะอยู่ในบังคับเเห่ง ป.วิ.อาญา มาตรา 158 (6) ที่โจทก์จะต้องระบุอ้างในคําฟ้อง ดังนั้น

แม้คําฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จะมิได้ระบุอ้างมาตราที่ขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาด้วย แต่เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงและเชื่อ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบว่าจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษและพ้นโทษมาแล้วหวนกลับมา กระทําความผิดคดีนี้จริงตามฟ้อง ศาลย่อมเพิ่มโทษจําเลยได้ ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคําขอ หรือที่มิได้กล่าว ในฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง (คําพิพากษาฎีกาที่ 947/2520)

แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จําเลยเคยต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก 5 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นเช่นเดียวกับคดีนี้ และพ้นโทษคดีดังกล่าวมายังไม่เกิน 3 ปี ได้หวนกลับมากระทําผิดคดีนี้ซ้ําอีกโดยไม่เข็ดหลาบนั้น แม้จะต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ศาลจะเพิ่มโทษจําเลยได้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อาญา มาตรา 93 เพราะจําเลยกระทําความผิดซ้ําในอนุมาตราเดียวกันตาม ป.อาญา มาตรา 93 (11) ก็ตาม แต่ตามคําขอท้ายฟ้องโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจําเลยตามกฎหมายโดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ ให้เพิ่มโทษตามมาตราใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จําเลยว่าโจทก์ประสงค์ให้เพิ่มโทษจําเลยเพียงหนึ่งในสาม ตาม ป.อาญา มาตรา 92 ดังนั้น ในกรณีนี้ศาลจึงเพิ่มโทษจําเลยได้เพียงหนึ่งในสามตาม ป.อาญา มาตรา 92 (คําพิพากษาฎีกาที่ 413/2549)

สรุป ศาลจะเพิ่มโทษจําเลยโดยคําขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ระบุอ้างบทกฎหมายที่ขอให้เพิ่มโทษ จําเลยมาด้วยได้ แต่จะเพิ่มโทษจําเลยได้เพียงหนึ่งในสามตาม ป.อาญา มาตรา 92

 

Advertisement