Advertisement

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่าในวันที่ 30 มีนาคม 2561 เวลากลางวัน จําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของนายซึ่งไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83 (โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) จําเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ โดยอ้างฐานที่อยู่ ศาลพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันดังกล่าว เวลากลางคืน จําเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวได้ลักเอาแฮนด์รถจักรยานยนต์ของนายซิ่งไปโดยทุจริต ส่วนจําเลยที่ 2 ช่วยรับซื้อแฮนด์ รถจักรยานยนต์ของกลางจากจําเลยที่ 1 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จําเลยที่ 1 ได้มาโดยการกระทําผิด การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) ส่วนการกระทําของจําเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 ส่วนจําเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมในการกระทําผิดแต่อย่างใด

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะพิพากษาลงโทษ จําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เพียงใด

หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 วางหลักว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทําความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจําคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท”

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 วางหลักว่า “ผู้ใดลักทรัพย์ (1) ในเวลากลางคืน.. ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท”

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 185 วรรคหนึ่ง “ถ้าศาลเห็นว่าจําเลยมิได้กระทําผิดก็ดี การกระทําของจําเลยไม่เป็น ความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จําเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจําเลยไป แต่ศาลจะสังขังจําเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้”

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหก “ห้ามมิให้พิพากษา หรือสังเกินคําขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสําคัญและทั้งจําเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจําเลย ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทําความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทําผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และ ทําให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทําผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสําคัญ ทั้งมีให้ ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคําขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก็ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จําเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจําเลยเกินอัตราโทษที่กําหนดไว้สําหรับ ความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็น เรื่องที่โจทกประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจําเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทําหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ใน ตัวเอง ศาลจะลงโทษจําเลยในการกระทําผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เพียงใด แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีจําเลยที่ 1 การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ในเวลากลางวัน แต่ ในทางพิจารณาฟังได้ว่า ในวันดังกล่าว เวลากลางคืน จําเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวได้ลักเอาแฮนด์รถจักรยานยนต์ของ ผู้เสียหายไปโดยทุจริตนั้น แม้ว่าความผิดฐานปล้นทรัพย์จะมิได้บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสาม แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ คือความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กําลัง ประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทําผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปนั่นเอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจะแตกต่างกับ ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาในฟ้องแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสําคัญ อีกทั้งการที่จําเลยที่ 1 ได้ลักเอาแฮนด์ รถจักรยานยนต์มิได้ลักรถจักรยานยนต์ ข้อแตกต่างในทางพิจารณากับในคําฟ้องก็ไม่ถือว่าข้อแตกต่างนั้นเป็น ข้อสาระสําคัญ เพราะแฮนด์รถจักรยานยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ การกระทําของจําเลยจึงเป็น การกระทําต่อตัวรถจักรยานยนต์ที่มุ่งประสงค์จะลักแฮนด์รถจักรยานยนต์เป็นอย่างเดียวกัน หาใช่เป็นทรัพย์ คนละชิ้นคนละอันไม่ (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 17323/2555) และเมื่อจําเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ดังนั้น ศาลจึง พิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสองประกอบวรรคสาม

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา 334 ตามที่พิจารณาได้ความเท่านั้น ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหก และจะพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ฐาน ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อาญา มาตรา 335 (1) ไม่ได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่า จําเลยที่ 1 ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนนั้น โจทก์มิได้บรรยายหรือกล่าวมาในฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ ลงโทษจําเลยในข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งประกอบวรรคสี่

กรณีจําเลยที่ 2 ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรได้ เพราะแม้ว่าโจทก์จะได้บรรยายฟ้องว่า จําเลยที่ 2 ร่วมกับจําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 3 ปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์รวมเอาความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ในตัว และเมื่อในทางพิจารณาปรากฏว่า จําเลยที่ 2 รับของโจร จึงถือว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาซึ่งแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั้นเป็นเพียงรายละเอียด และเมื่อจําเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่จึงถือได้ว่าจําเลยมิได้หลงต่อสู้ ดังนั้น ศาลจึงสามารถพิพากษาลงโทษ จําเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบวรรคสาม

กรณีจําเลยที่ 3 เมื่อในทางพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงว่า จําเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมในการ กระทําความผิดแต่อย่างใด ศาลจึงต้องทิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยตัวจําเลยที่ 3 ไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185

สรุป

ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา 334 และจะ พิพากษาลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานรับของโจร ส่วนจําเลยที่ 3 ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์

 

Advertisement

อดทนและมีวินัยในการอ่านหนังสือ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณ

Log in with your credentials

Forgot your details?