LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายดําเป็นโจทก์ฟ้องว่า นายแดงลักทรัพย์ของนายดําไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331 ซึ่งมีอัตราโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ปรากฏว่า คดีเรื่องเดียวกันนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายแดงเป็นจําเลยด้วย แต่พนักงานอัยการเห็นว่า การกระทําของนายแดงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง จึงยื่นฟ้องนายแดงจําเลยฐานฉ้อโกงตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 341 และศาลมีคําสั่งประทับฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ให้แยกวินิจฉัยตามประเด็นดังนี้

Advertisement

(ก) คดีที่นายดําเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงจําเลยฐานลักทรัพย์ ศาลจะมีคําสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่สั่งไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่

(ข) หากศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายดําเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงจําเลยแล้วเห็นว่า คดีมีมูลจึงมีคําสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา นายแดงจําเลยอุทธรณ์ว่า คดีไม่มีมูล ขอให้ยกฟ้อง โดยนายเดช ผู้พิพากษาที่นั่ง ต่สวนมูลฟ้องและลงลายมือชื่อในคําสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของนายแดง ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 162 “ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้

(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจําเลย โดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ให้จัดการตามอนุมาตรา (2)

(2) ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ไม่จําเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้

ในกรณีที่มีการไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าจําเลยให้การรับสารภาพให้ศาลประทับฟ้องไว้ พิจารณา”

มาตรา 170 วรรคหนึ่ง “คําสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คําสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอํานาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา”

มาตรา 193 ทวิ “ห้ามมิให้อุทธรณ์คําพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษ อย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่กรณี ต่อไปนี้ให้จําเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

(1) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจําคุก

(2) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้

(3) ศาลพิพากษาว่าจําเลยมีความผิด แต่รอการกําหนดโทษไว้ หรือ

(4) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท”

มาตรา 193 ตรี “ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 193 ทวิ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสําคัญอัน ควรสู่ศาลอุทธรณ์ และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการ ซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมาย ลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 162 (1) ได้บัญญัติไว้ว่าในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ให้ศาลไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจําเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกัน ก็ให้จัดการตามอนุมาตรา (2) กล่าวคือ ศาล ไม่จําเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายดําได้เป็นโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจําเลยฐานลักทรัพย์ แต่พนักงานอัยการฟ้องนายแดงฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นคนละข้อหากับที่ราษฎรฟ้อง กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 162 (1) ที่จะจัดการตามอนุมาตรา (2) ได้ ดังนั้นคดีที่นายดําเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงจําเลยฐาน ลักทรัพย์ศาลจะต้องมีคําสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนศาลจะมีคําสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อน ไม่ได้

(ข) หากศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายดําเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงจําเลย แล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงมีคําสั่ง ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณานั้น คําสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายแดงจําเลยจะอุทธรณ์ว่าคดีไม่มีมูลไม่ได้ แม้ว่านายเดชผู้พิพากษาที่นั่งไต่สวนมูลฟ้องและลงลายมือชื่อ ในคําสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ตาม เพราะตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ตรี ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า เฉพาะคดีที่ ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 193 ทวิ เท่านั้น จึงจะเข้าเกณฑ์ที่จะให้มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของนายแดงจําเลยจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง

สรุป

(ก) คดีที่นายดําเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงจําเลยฐานลักทรัพย์ ศาลจะมีคําสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนไม่ได้

(ข) อุทธรณ์ของนายแดงต้องห้ามตามกฎหมาย

Advertisement