การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

Advertisement

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายขาวเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรก ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ 4 ปาก เสร็จแล้วทนายโจทก์แถลงว่าโจทก์ยังคงเหลือพยาน อีก 1 ปากคือ นายแดงซึ่งโจทก์ยังติดตามตัวนายแดงมาไม่ได้ ขอเลื่อนคดีไปคราวหน้า หากนัดหน้าโจทก์ ไม่สามารถติดตามตัวนายแดงมาเบิกความต่อศาลได้ ก็ให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบนายแดงอีก ศาล อนุญาตให้เลื่อนคดีไปไต่สวนมูลฟ้องต่อไปในนัดหน้า ครั้งถึงวันนัด ทนายโจทก์ไม่สามารถติดตาม ตัวนายแดงมาศาลได้ ฝ่ายโจทก์จึงไม่มีใครมาศาลเลย ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ดังนี้

Advertisement

(ก) โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดที่สอง มิใช่นัดแรก ศาลยกฟ้องโจทก์ไม่ได้

(ข) ทนายโจทก์แถลงไว้ในนัดก่อนแล้วว่า หากนัดหน้าโจทก์ไม่สามารถติดตามตัวนายแดงมาเบิกความต่อศาลได้ ก็ให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบนายแดง แม้โจทก์ไม่มาศาลตามนัด ศาลก็ชอบที่จะดําเนินคดีต่อไปได้ คําพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

Advertisement

(ค) คดีนี้ในการไต่สวนมูลฟ้องนัดแรก โจทก์ได้นําพยานเข้าสืบไป 4 ปาก พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมีมูลพอที่ศาลจะประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาได้ คําพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ให้วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 3 ข้อฟังขึ้นหรือไม่

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

Advertisement

มาตรา 166 “ถ้าโจทก์ไม่มาตามกําหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร จึงมาไม่ได้ จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว จะฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอํานาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 166 วรรคแรก ได้กําหนดหน้าที่ของโจทก์ไว้ว่า ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์จะต้องมาศาลตามกําหนดนัด มิฉะนั้นก็ให้ศาลยกฟ้องเสีย เว้นแต่จะมีเหตุสมควร ศาลจึงจะเลื่อนคดีไปก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 3 ข้อฟังขึ้นหรือไม่ วินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดที่สอง หลังจากศาลไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ในนัดแรกไปบ้างแล้วนั้น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคแรกได้ เพราะโจทก์ ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อศาลคือ นําพยานเข้าไต่สวนมูลฟ้องอีก หากโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานอีกก็ต้องแถลงให้ศาล ทราบเป็นกิจจะลักษณะ และเรื่องการไม่มาศาลตามกําหนดนัดเช่นนี้ ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงจะนําหลักเรื่องโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 200 และมาตรา 202 มาอนุโลม ใช้บังคับหาได้ไม่ ดังนั้น แม้เป็นกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในนัดที่สองมิใช่นัดแรก ศาลก็ยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อาญ มาตรา 166 วรรคแรกได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ 227/2527)

(ข) วันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดที่สอง แม้จะมิใช่นัดแรก โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นําพยานเข้าเสืบ ตามกําหนดนัด หากโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานอีกโจทก์ก็ต้องแถลงให้ศาลทราบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อจะได้ ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ทนายโจทก์แถลงไว้ในนัดก่อนว่า หากนัดหน้าไม่สามารถติดตามตัวนายเดงบา เบิกความได้ ก็ให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบนายแดงอีก หาได้หมายถึงกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลด้วยไม่ เมื่อโจทก์ไม่มาศาล ตามกําหนดนัด ศาลชั้นต้นย่อมชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคแรก (คําพิพากษาฎีกา ที่ 5564/2534

(ค) การที่จะพิจารณาว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่ไต่สวนมูลฟ้องไปแล้วจะพอฟังว่าคดีมีมูล หรือไม่ ต้องเป็นกรณีที่โจทก์มาศาลตามกําหนดนัดแล้ว แต่ไม่ติดใจนําพยานเข้าไต่สวนมูลฟ้องต่อไป เมื่อโจทก์ ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดที่สอง แม้จะมิใช่วันนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรก ศาลก็ต้องยกฟ้องของโจทก์ เสียตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคแรก โดยไม่ต้องวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่สืบไปแล้วในนัดก่อนรวม 4 ปาก ว่าเพียงพอที่จะฟังว่าคดีมีมูลหรือไม่ (คําพิพากษาฎีกาที่ 121/2538 และ 1726/2534)

สรุป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 3 ขอฟังไม่ขึ้น

 

Advertisement