LAW3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2561

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสุโขทัยว่าจําเลยเช่าตึกแถวจากโจทก์ จําเลยผิดสัญญาไม่ชําระค่าเช่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้ขับไล่จําเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท จําเลยให้การรับตามฟ้อง แต่ขอผ่อนผันอยู่อาศัยต่อไปอีกระยะหนึ่ง นายเอกและนายโทซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาล จังหวัดสุโขทัยเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ได้พิพากษาให้ขับไล่จําเลยและบริวารออกจาก ตึกแถวพิพาท ภายหลังออกหมายบังคับคดีแล้ว นายโทย้ายไปรับราชการยังศาลอื่น ต่อมาแดงยื่น คําร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจําเลย แต่ผู้ร้องเข้าครอบครองตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตาม สัญญาโอนสิทธิการเช่าระหว่างผู้ร้องกับจําเลย วันดังกล่าวนายเอกลาป่วย นายตรีซึ่งเป็นผู้พิพากษา ประจําศาลในศาลจังหวัดสุโขทัยจึงมีคําสั่งรับคําร้อง สําเนาให้โจทก์ นัดไต่สวนคําร้องของผู้ร้อง

Advertisement

ให้ท่านวินิจฉัยว่า การที่นายตรีมีคําสั่งรับคําร้อง สําเนาให้โจทก์ และนัดไต่สวนคําร้องของผู้ร้องชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 24 “ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอํานาจดังต่อไปนี้

(2) ออกคําสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี”

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอํานาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ใน อํานาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคําร้องหรือคําขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

(2) ไต่สวนและมีคําสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคําสั่งในคดีอาญา

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจํานวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน สามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจํานวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จําคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แต่จะลงโทษจําคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งโทษจําคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ผู้พิพากษาประจําศาลไม่มีอํานาจตาม (3) (4) หรือ (5)”

มาตรา 26 “ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้อง ไม่เป็นผู้พิพากษาประจําศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวงตามมาตรา 26 แต่อย่างก็ดีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ย่อมมีอํานาจตามที่กําหนดไว้ในมาตรา 24 และผู้พิพากษาคนเดียวย่อมมีอํานาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอํานาจ ของศาลนั้นตามที่กําหนดไว้ในมาตรา 25

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกและนายโทซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยเป็นองค์คณะ ได้พิพากษาให้ขับไล่จําเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท และภายหลังออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาแดงได้ ยื่นคําร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจําเลย แต่ผู้ร้องเข้าครอบครองตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาโอนสิทธิ การเช่าระหว่างผู้ร้องกับจําเลยนั้น แม้คําร้องของแดงจะมีข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีซึ่งไม่อยู่ในอํานาจของผู้พิพากษา คนเดียวตามมาตรา 25 ก็ตาม แต่การที่นายตรีซึ่งเป็นผู้พิพากษาประจําศาลในศาลจังหวัดสุโขทัยได้มีคําสั่งรับคําร้อง สําเนาให้โจทก์ และนัดไต่สวนคําร้องของผู้ร้องนั้น ถือเป็นการออกคําสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทแห่งคดีตามมาตรา 24 (2) ดังนั้น คําสั่งของนายตรีดังกล่าวจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป

การที่นายตรีมีคําสั่งรับคําร้อง สําเนาให้โจทก์ และนัดไต่สวนคําร้องของผู้ร้องดังกล่าว ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement