การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  นายดำเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่านายขาวบุตรของนายดำตายโดยเจตนา  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง  ครั้นถึงวันนัดโจทก์และทนายไม่มาศาล 

Advertisement

(ก)  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า  โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีเสียออกจากสารบบความ  จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง  อีกกรณีหนึ่ง

Advertisement

ทั้งสองกรณีดังกล่าว  นายดำโจทก์จะนำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนั้นมายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความได้หรือไม่

ธงคำตอบ

Advertisement

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

Advertisement

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  132  ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้  โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น  และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร

(1) เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง  ถอนฟ้อง  หรือไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา  ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  174  มาตรา  175  และมาตรา  193  ทวิ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  174  ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง  คือ 

(2) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว

วินิจฉัย

(ก)  ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร  โดยหลักแล้วให้ศาลยกฟ้องเสีย  เว้นแต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรจึงมาไม่ได้  ในกรณีนี้ศาลจะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

นายดำเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่านายขาวบุตรของนายดำโดยเจตนา  ครั้นถึงวันนัด  โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง  ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  132  และมาตรา  174(2)  ประกอบ  ป.วิ.อ.  มาตรา  15  ซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง  ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ที่กำหนดให้ศาลยกฟ้องโจทก์เสีย  แต่อย่างไรก็ดี  เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีและคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว  เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ภายในกำหนด  ผลแห่งคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้ย่อมไม่ทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไป  ตามมาตรา  39  เพราะมิใช่เป็นการถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้อง  หรือยอมความกันในคดีความผิดต่อส่วนตัวอีกทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง  ดังนั้น  ในกรณีนี้นายดำโจทก์จึงมีสิทธินำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในอายุความได้  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1574/2525)

(ข)  เมื่อได้ความว่าศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดไต่สวนมูลฟ้อง  เมื่อศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จึงต้องด้วยมาตรา  165  วรรคสาม  ที่ห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีก  ดังนั้น  นายดำโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความได้

สรุป

(ก)  นายดำโจทก์มีสิทธินำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในอายุความได้

(ข)  นายดำโจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความได้

 

ข้อ  2  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  อัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล  ขอให้ลงโทษในความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่  1  ปี  ถึง  10  ปี  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

(ก)  จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง  และไม่ต้องการทนายความ

(ข)  จำเลยให้การปฏิเสธความผิดตามฟ้อง  โจทก์จึงขอสืบพยาน  ดังนี้  ทั้ง  2  กรณีดังกล่าวขอให้วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไป  จึงจะชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

ธงคำตอบ

มาตรา  172  วรรคแรก  การพิจารณาและสืบพยานในศาล  ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  173  วรรคสอง  ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

มาตรา  176  วรรคแรก  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

(ก)  พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่  1  ปี  ถึง  10  ปี  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง  และไม่ต้องการทนายความ  เมื่อได้ความว่าในคดีนี้เป็นความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง  5  ปี  ดังนั้น  ในกรณีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้  ตามมาตรา  176  วรรคแรก

(ข)  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  จำเลยให้การปฏิเสธตามฟ้อง  โจทก์จึงสืบพยาน  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อได้ความว่า  จำเลยให้การปฏิเสธความผิดตามฟ้อง  และโจทก์ขอสืบพยาน  ศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของ  มาตรา  172  วรรคแรก  กล่าวคือ  นัดพิจารณาสืบพยานหลักฐานโจทก์ต่อจำเลยในศาลโดยเปิดเผย  และก่อนการพิจารณาสืบพยานโจทก์  ศาลจะต้องสอบถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  หากไม่มีและจำเลยต้องการ  ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้  จึงจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย  มาตรา  173  วรรคสอง

สรุป

(ก)  ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้

(ข)  ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย  จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของผู้เสียหาย  ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  341, 83  แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340, 83  โดยจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่  เพียงใด

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้ว่าความผิดฐานปล้นทรัพย์จะมิได้บัญญัติอยู่ใน  มาตรา  192  วรรคสาม  เช่นเดียวกับความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกงก็ตาม  แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็คือ  ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่า  ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปนั่นเอง  เมื่อการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงกฎหมายมิให้ถือว่าแตกต่างกันในสาระสำคัญ  การต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์กับฉ้อโกง  ย่อมเข้าเกณฑ์มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเช่นกัน  ทั้งมิให้ถือว่าเป็นเรื่องเกินคำขอ  หรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษด้วย  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไป  เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้  ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสามเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้  (ฎ. 599/2532)

สรุป  ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์  ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้  แต่ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสามเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้  สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสามว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  นายสามให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ส่วนนายหนึ่งและนายสองให้การปฏิเสธ  ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธเป็นคดีใหม่และพิพากษาลงโทษจำคุกนายสาม  1  ปี  คดีนี้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์

ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นคดีใหม่  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องโจทก์ลงโทษจำคุกคนละ  1  ปี  นายหนึ่งและนายสองต่างยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง  ส่วนโจทก์ไม่

อุทธรณ์ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีนายสองยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ศาลอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของนายหนึ่งแล้วพิพากษาว่า  การกระทำของนายหนึ่ง  นายสองและนายสามไม่เป็นความผิด  พิพากษายกฟ้องโจทก์  ปล่อยนายหนึ่งพ้นข้อหาไป

ดังนี้  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ปล่อยนายสองและนายสามด้วยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  202  วรรคสอง  เมื่อถอนไปแล้ว  ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน  ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์  จะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น

มาตรา  213  ในคดีซึ่งจำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา  ซึ่งให้ลงโทษจำเยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน  ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย  แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์  ให้มิต้องถูกรับโทษ  หรือได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในกรณีที่ศาลสั่งให้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่  เพราะจำเลยบางคนให้การรับสารภาพตามมาตรา  176  วรรคสอง  ในกรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์จะยกเอาเหตุในลักษณะคดีที่ฟ้องใหม่ให้มีผลไปถึงจำเลยในคดีเดิมไม่ได้

และในกรณีที่จำเลยหลายคนอยู่ในสำนวนคดีเดียวกัน  จำเลยบางคนยื่นอุทธรณ์และถอนอุทธรณ์ไป  กรณีเช่นนี้ย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน  ตามมาตรา  202  กล่าวคือ  จำเลยที่ถอนอุทธรณ์แล้วจะยื่นอุทธรณ์อีกไม่ได้เท่านั้น  แต่ทั้งนี้  หาได้ห้ามศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจ  ตามมาตรา  213  แต่อย่างใด  (ฎ. 4093/2530)

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า  การกระทำของนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสาม  ไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นถือได้ว่าเป็นเหตุในลักษณะคดี  เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยนายหนึ่งพ้นข้อหาไปแล้ว  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาปล่อยนายสองและนายสามได้ด้วยหรือไม่  ต้องแยกพิจารณาดังนี้

กรณีนายสอง

นายสองเป็นจำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่งในคดีที่แยกมาฟ้องใหม่  แม้นายสองจะเป็นผู้ถอนอุทธรณ์  ซึ่งตามมาตรา  202  วรรคสอง  ถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นเด็ดขาดสำหรับนายสองผู้ถอนอุทธรณ์ก็ตาม  แต่ก็มีผลเพียงทำให้นายสองไม่สามารถยื่นอุทธรณ์อีกเท่านั้น  เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุในลักษณะคดีศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงนายสองด้วยก็ได้  ตามมาตรา  213  (ฎ. 4093/2530)

กรณีนายสาม

นายสามรับสารภาพตามฟ้องในคดีแรก  ส่วนในคดีที่โจทก์แยกฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นคดีใหม่  นายสามไม่ได้เป็นจำเลยร่วมด้วย  แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุในลักษณะคดี  กรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์ก็ไม่มีอำนาจยกเหตุที่อยู่ในลักษณะคดีนี้มาพิพากษาให้มีผลไปถึงนายสาม  เพราะนายสามไม่ใช่จำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่ง  กรณีจึงไม่ต้องด้วย  มาตรา  213

สรุป  ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ปล่อยนายสองได้  แต่จะพิพากษาให้ปล่อยนายสามไม่ได้

Advertisement