LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2561

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องจําเลยอ้างว่า จําเลยรับโอนที่ดินจากนายเมฆซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยฉ้อฉล ซึ่งนายเมฆเป็นหนี้ตามสัญญากู้จํานวน 5,000,000 บาท หนี้ตามสัญญากู้ระหว่างนายเมฆกับโจทก์ถึงกําหนดชําระแล้ว การที่นายเมฆโอนที่ดินให้จําเลยโดยฉ้อฉลจะมีผลทําให้โจทก์ไม่สามารถติดตามนําที่ดิน พิพาทแปลงนี้มาบังคับชําระหนี้ตามสัญญากู้ได้ ทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงขอให้ศาล มีคําสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโดยฉ้อฉลระหว่างนายเมฆและจําเลย จําเลยยื่นคําให้การอ้างว่า จําเลย และนายเมฆไม่ได้กระทําการโอนที่ดินโดยฉ้อฉลขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลมีคําพิพากษา ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่พอใจในคําพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคําสั่งให้เพิกถอนการโอนที่เป็นการฉ้อฉลระหว่างนายเมฆและจําเลย

Advertisement

ดังนี้ โจทก์จะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กําหนดไว้ว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่ พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจํานวน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันนี้ให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักในการพิจารณา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจําเลยอ้างว่า จําเลยรับโอนที่ดินจากนายเมฆซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ โดยฉ้อฉล ซึ่งนายเมฆเป็นหนี้ตามสัญญากู้จํานวน 5,000,000 บาท หนี้ตามสัญญากู้ระหว่างนายเมฆกับโจทก์ถึง กําหนดชําระแล้ว การที่นายเมฆโอนที่ดินให้จําเลยโดยฉ้อฉลจะมีผลทําให้โจทก์ไม่สามารถติดตามนําที่ดินพิพาทแปลงนี้ มาบังคับชําระหนี้ตามสัญญากู้ได้ ทําให้เจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงขอให้ศาลมีคําสั่งเพิกถอนการโอนที่ดิน โดยฉ้อฉลระหว่างนายเมฆและจําเลยนั้น ถ้าศาลมีคําพิพากษาให้เพิกถอนแล้วที่ดินพิพาทแปลงนี้ก็จะกลับไปเป็น ของนายเมฆ โดยโจทก์จะไม่ได้รับทรัพย์สินใดจากการฟ้อง ดังนั้น คดีที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

และเมื่อต่อมาศาลได้มีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่พอใจในคําพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคําสั่งให้เพิกถอนการโอนที่เป็นการฉ้อฉลระหว่าง นายเมฆและจําเลยนั้น ถือเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลซึ่งถือว่าเป็นการอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริง และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์จึงสามารถอุทธรณ์ได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

สรุป โจทก์สามารถอุทธรณ์ได้

Advertisement