LAW304 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2554

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 304 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3

ข้อ 1. ในศาลอาญามีนายใหญ่ดํารงตําแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายกลาง นายเล็ก และนายน้อยดํารงตําแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ตามลําดับ นายใหญ่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา จ่ายสํานวนคดีให้นายโทผู้พิพากษาศาลอาญาและนายดําผู้พิพากษาประจําศาลศาลอาญา เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง เมื่อเริ่มสืบพยานโจทก์ไปได้เพียงปากเดียว ฝ่ายจําเลย ทราบว่านายโทเป็นญาติทางฝ่ายภริยาของผู้เสียหาย ทนายจําเลยจึงร้องคัดค้านนายโท เมื่อนายใหญ่ ได้รับคําร้องคัดค้านแล้วเห็นว่า หากให้นายโทเป็นองค์คณะพิจารณาคดีต่อไปอาจจะกระทบกระเทือน ต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี นายใหญ่จึงเรียกคืนสํานวนคดีดังกล่าว และโอน สํานวนคดีให้นายเอกผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญาเป็นองค์คณะแทนนายโท

Advertisement

ท่านเห็นว่าการกระทําดังกล่าวข้างต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 33 วรรคแรก “การเรียกคืนสํานวนคดีหรือการโอนสํานวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทําได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือ พิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสํานวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทําได้”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 33 วรรคแรกดังกล่าว เมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล จ่ายสํานวนคดี ให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาคดีไปจนเสร็จสํานวน จะเรียกคืน สํานวนคดีหรือโอนสํานวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสํานวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นไม่ได้ เว้นแต่

1 เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม และ

2 รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้น เสนอความเห็นให้เรียกคืนสํานวนคดีนั้น หรือให้โอนสํานวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายใหญ่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้จ่ายสํานวนคดีให้นายโท ผู้พิพากษาศาลอาญาและนายดําผู้พิพากษาประจําศาลศาลอาญา เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อเริ่มสืบพยานโจทก์ไปได้เพียงปากเดียว ได้มีการร้องคัดค้านจากฝ่ายจําเลยว่านายโท เป็นญาติทางฝ่ายภริยาของผู้เสียหาย จึงถือว่าเป็นกรณีที่อาจจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ดังนั้น ในการเรียกสํานวนคดีคืนและโอนสํานวนคดีนี้ไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ในกรณีนี้ เป็นศาลอาญา นายใหญ่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะกระทําได้ก็ต่อเมื่อให้รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลนั้นคือนายกลางได้เสนอความเห็นให้กระทําได้

 

แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ ปรากฏว่านายใหญ่ได้เรียกคืนสํานวนคดีดังกล่าว และโอนสํานวนคดี ให้นายเอกผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญาเป็นองค์คณะแทนนายโท โดยที่นายกลางรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่ได้ทําความเห็นให้เรียกคืนสํานวนคดีและโอนสํานวนคดีนั้นเสนอต่อนายใหญ่ แต่อย่างใด ดังนั้นการกระทําดังกล่าวของนายใหญ่จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 วรรคแรก

สรุป การกระทําดังกล่าวของนายใหญ่ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement