LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่า จําเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านอาศัยในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ขอให้ขับไล่จําเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จําเลยใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ก่อนฟ้องเป็น เวลา 3 เดือน เดือนละ 5,000 บาท เป็นเงิน 15,000 บาท แก่โจทก์ จําเลยให้การว่าที่ดินของนางจัน แม่ยายของจําเลยที่อนุญาตให้จําเลยเข้าไปปลูกบ้านพักอาศัยไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ชั้นพิจารณาของศาล โจทก์และจําเลยแถลงรับกันว่าที่ดินที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ มีราคา 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ของนางจัน แล้วพิพากษาขับไล่จําเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง ให้จําเลยใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,000 บาท แก่โจทก์ นางจันอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางจันไม่ใช่ ของโจทก์ ศาลชั้นต้นฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์เป็นการไม่ชอบ จําเลยอุทธรณ์ว่า คําพิพากษา ศาลชั้นต้นที่ให้จําเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ชอบเพราะโจทก์ไม่เสียหายเลย

Advertisement

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับอุทธรณ์ของนางจันและจําเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 145 วรรคหนึ่ง “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์ ฎีกาและการพิจารณาใหม่ คําพิพากษาหรือคําสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษา หรือมีคําสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคําสั่งจนถึงวันที่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข กลับหรืองดเสียถ้าหากมี”

มาตรา 223 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 138, 168, 188 และ 222 และในลักษณะนี้ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด”

มาตรา 224 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้ คือ

1 คําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ของนางจันนั้น เป็นคําวินิจฉัย ชี้ขาดตัดสินคดีระหว่างโจทก์และจําเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145 ซึ่งไม่มีผลผูกพัน บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความ และเมื่อนางจันเป็นเพียงบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความ คําพิพากษาของศาลดังกล่าว จึงไม่ได้กระทบต่อสิทธิของนางจันแต่อย่างใด นางจันจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลตาม ป.วิ.แพง มาตรา 223 ดังนั้นเมื่อนางจันอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันไม่ใช่ของโจทก์ ศาลจะรับอุทธรณ์ของนางจัน ไว้พิจารณาไม่ได้

2 อุทธรณ์ของจําเลยที่ว่า คําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จําเลยใช้ค่าเสียหายไม่ชอบเพราะ โจทก์ไม่เสียหายเลยนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงการกําหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้นที่ให้จําเลยใช้ค่าเสียหาย 9,000 บาท แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และเป็นการอุทธรณ์ในคดีที่มีจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน ในชั้นอุทธรณ์เพียง 9,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้จําเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจําเลยได้อุทธรณ์ศาลจะรับอุทธรณ์ของจําเลยไว้พิจารณาไม่ได้

สรุป ศาลจะรับอุทธรณ์ของนางจันและของจําเลยไว้พิจารณาไม่ได้

 

Advertisement