LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องจําเลยอ้างว่า โจทก์นํารถยนต์ราคา 1,500,000 บาท ไปขายฝากไว้กับจําเลย ซึ่งโจทก์ต้องไถ่คืนในราคา 1,650,000 บาท ภายใน 12 เดือน ก่อนครบกําหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก โจทก์ไปขอไถ่รถยนต์คืนจากจําเลย แต่จําเลยกลับบ่ายเบียงจนล่วงเลยระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา ขายฝาก โจทก์จึงมาฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ศาลบังคับให้จําเลยคืนรถยนต์ที่ขายฝากแก่โจทก์ จําเลย ยื่นคําให้การอ้างว่า โจทก์ไม่ได้มาขอไถ่ภายในระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก โจทก์จึง ไม่มีสิทธิไถ่ทรัพย์คืนได้อีก ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่พอใจในคําพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์บังคับให้จําเลยคืนรถยนต์ที่ขายฝากแก่โจทก์ ดังนี้ โจทก์จะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กําหนดไว้ว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจํานวน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันนี้ให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักในการพิจารณา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจําเลยอ้างว่าโจทก์นํารถยนต์ราคา 1,500,000 บาท ไป ขายฝากไว้กับจําเลย และโจทก์ไปขอไถ่คืนจากจําเลยก่อนครบกําหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก แต่จําเลย กลับบ่ายเบี่ยงจนล่วงเลยระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก โจทก์จึงมาฟ้องคดีต่อศาลขอให้ศาลบังคับให้จําเลย คืนรถยนต์ที่ขายฝากแก่โจทก์ แต่จําเลยยื่นคําให้การอ้างว่า โจทก์ไม่ได้มาขอไถ่ภายในระยะเวลาตามที่ระบุไว้ใน สัญญาขายฝาก โจทก์จึงไม่มีสิทธิไถ่ทรัพย์คืนได้อีก ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง และต่อมาศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา ให้ยกฟ้องโจทก์นั้น การที่โจทก์ไม่พอใจในคําพิพากษาของศาลชั้นต้น และโจทก์ต้องการยื่นอุทธรณ์คําพิพากษา ของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล ซึ่งถือว่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและโจทก์ก็จะอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น จะเห็นได้ว่า เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ ฟ้องให้จําเลยคืนทรัพย์สินตามสัญญาขายฝาก ซึ่งในขณะยื่นฟ้องนั้นทรัพย์ที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่ถ้าศาลพิพากษา ให้โจทก์ชนะคดี จะทําให้โจทก์ได้ทรัพย์พิพาทคืนมา จึงถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และเมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ เกิน 5 หมื่นบาท ดังนั้น โจทก์จึงสามารถอุทธรณ์ได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224

สรุป โจทก์สามารถอุทธรณ์ได้