LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2553

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ1. ในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง มีนายหนึ่งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล นายสอง ผู้พิพากษาอาวุโส นายสาม นายสี่ นายห้า และนายหก ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ตามลำดับ

Advertisement

นายหนึ่งได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายสามและนายสี่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา เมื่อองค์คณะทั้งสองได้รับสำนวนคดีแล้ว นายสามพบว่าจำเลยคนหนึ่งเป็นผู้ที่นายสามได้รู้จักคุ้นเคย ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย

นายสามเห็นว่าเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการ พิจารณาพิพากษาคดี จึงทำบันทึกเสนอความเห็นต่อนายหนึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลให้โอนสำนวนคดี ให้แกผู้พิพากษาอื่น นายหนึ่งเห็นด้วยกับนายสามจึงโอนสำนวนคดีดังกล่าวให้นายหกเป็นองค์คณะ แทนนายสาม

ท่านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไมเพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 33 วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อ ความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณีที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไมอาจ ปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธาน- ศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตาม ลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคนหรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไมมีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยหลักแล้วเมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล จ่ายสำนวนคดีให้แกองค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาคดีไปจนเสร็จสำนวน จะเรียกคืนสำนวนคดี หรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นไมได้ เว้นแต่

1.         เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคติ ของศาลนั้น และ

2.         ในกรณีของศาลจังหวัด ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้น เสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น หรือให้โอนสำนวนคดีนั้นไปให้ องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด ได้จ่ายสำนวนคดีอาญา เรื่องหนึ่งให้นายสามและนายสี่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา

เมื่อนายสามเห็นว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณา คดีขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีดังกลาวเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณา พิพากษาคดีนั้น จึงทำบันทึกเสนอความเห็นต่อนายหนึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลให้โอนสำนวนคดีให้แก่ผู้พิพกษาอื่น ดังนี้ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยจึงมีอยู่ว่า นายสามมีอำนาจในการเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีหรือไม่

กรณีดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 ประกอบกับข้อเท็จจริง ตามอุทาหรณ์ เห็นว่า นายสามไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีดังกล่าว ทั้งนี้เพราะเมื่อนายสาม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดและเป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ทำการเสนอความเห็นตามมาตร33 วรรคแรก ซึงผู้ที่มีอำนาจทำความเห็นเสนอได้

คือนายห้าซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามมาตรา 33 วรรดสอง (นายสองไมมีอำนาจเสนอความเห็น เพราะเป็นผู้พิพากษาอาวุโสตามมาตรา 33 วรรคลาม) ดังนั้น การที่นายหนึ่งเห็นด้วยกับนายสามจึงโอนสำนวนคดีดังกล่าวให้นายหกเป็นองค์คณะแทนนายสามจึงไม่ชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

Advertisement