LAW2013 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด S/2559

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2013 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. (ก) ให้นักศึกษาอธิบายการแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสายของผู้ที่ครอบครองตั๋วเงินโดยชอบว่า “การสลักหลังไม่ขาดสาย” หมายความว่าอย่างไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ ว่าด้วยตั๋วเงิน

Advertisement

(ข) นายฉันทะ สั่งจ่ายเช็คชําระหนี้ให้นายวิริยะ ขีดฆ่าหรือผู้ถือออก ต่อมานายวิริยะลงลายมือชื่อตนไว้ด้านหลังเช็ค โดยมิได้เติมข้อความใด ๆ แล้วส่งมอบชําระหนี้กู้ยืมให้นายจิตตะ นายจิตตะ ได้ทําการเติมข้อความบนลายมือชื่อของนายวิริยะว่า “ชําระหนี้นายวิมังสา” แล้วส่งมอบเช็ค ฉบับดังกล่าวให้นายวิมังสา โดยมิได้ลงลายมือชื่อตน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า นายวิมังสา ได้รับการโอนเช็คมาถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 905 “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 บุคคลผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อใดรายการสลักหลังลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายที่สุดนั้น เป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย อนึ่ง คําสลักหลังเมื่อขีดฆ่าเสียแล้วท่านให้ถือเสมือนว่ามิได้มีเลย…”

การแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสายของผู้ที่ครอบครองตั๋วเงินโดยชอบนั้น หมายถึง การที่ผู้ที่ได้รับโอนตั๋วเงินชนิดระบุชื่อได้แสดงหรือได้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนได้รับโอนตั๋วเงินนั้นมาโดยมี การสลักหลังติดต่อกันมาเป็นทอด ๆ อย่างถูกต้อง แม้ว่าการสลักหลังบางรายจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม และเมื่อได้แสดงหรือพิสูจน์ให้เห็นถึงการสลักหลังที่ไม่ขาดสายดังกล่าวแล้ว กฎหมายให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย (ตามมาตรา 905 วรรคหนึ่ง)

ตัวอย่าง แดงได้รับตั๋วเงินฉบับหนึ่งไว้ในความครอบครองที่ด้านหลังตัวมีลายมือชื่อของหนึ่ง ผู้รับเงินสลักหลังโอนให้สอง สองสลักหลังโอนตั๋วให้สาม และสามสลักหลังโอนตั๋วให้แดง ดังนี้ แดงย่อมเป็นผู้ทรง โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 905 วรรคหนึ่ง เพราะแดงสามารถแสดงหรือพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าตนได้รับตั๋วเงินนั้น มาด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย

หรือตามตัวอย่างข้างต้น ถ้าปรากฏว่าตอนที่สามสลักหลังโอนตั๋วให้แก่แดงนั้น สามเพียงแต่ ลงลายมือชื่อของสามไว้ที่ด้านหลังของตั๋วเงินโดยไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดเป็นผู้รับประโยชน์หรือผู้รับสลักหลัง (ซึ่ง เรียกว่า “สลักหลังลอย”) ดังนี้ ย่อมถือว่าแดงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 905 วรรคหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะถือว่าแดงได้รับโอนตั๋วเงินนั้นมาด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมาตรา 905 วรรคหนึ่ง อยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 ซึ่งตามมาตรา 1008 มีหลักว่า “ถ้าลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอม หรือเป็นลายมือชื่อที่ลงไว้ โดยที่บุคคลซึ่งอ้างเอาเป็นเจ้าของลายมือชื่อนั้นมิได้มอบอํานาจให้ลงลายมือชื่อปลอมหรือลายมือชื่อที่ลงโดยปราศจาก อํานาจนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย” ซึ่งเมื่อนํามาปรับกับมาตรา 905 วรรคหนึ่งแล้ว ย่อมถือได้ว่า ถ้าการสลักหลังรายใดเป็นการสลักหลังด้วยการลงลายมือชื่อปลอมหรือลายมือชื่อที่เจ้าของลายมือชื่อนั้นมิได้มอบอํานาจให้ลงลายมือชื่อของเขาแล้ว ลายมือชื่อนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ กล่าวคือ ลายมือชื่อนั้นจะถูกตัดออกไป จึงมีผลทําให้การสลักหลังตั๋วเงินนั้น ขาดสาย

ตัวอย่าง แดงได้รับตั๋วเงินไว้ในความครอบครอง ที่ด้านหลังตั๋วมีลายมือชื่อของหนึ่งผู้รับเงิน สลักหลังโอนให้สอง และสองสลักหลังโอนให้แดง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าลายมือชื่อของหนึ่งเป็นลายมือชื่อปลอม เนื่องจากดําแอบขโมยเอาตั๋วไปจากหนึ่งและดําได้ปลอมลายมือชื่อของหนึ่งสลักหลังโอนให้สอง ดังนี้ ลายมือชื่อของหนึ่ง ย่อมตกเป็นอันใช้ไม่ได้ แดงจึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะแดงได้รับโอนตั๋วมาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

917 วรรคหนึ่ง “อันตั๋วแลกเงินทุกฉบับ ถึงแม้ว่าจะมิใช่สั่งจ่ายให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่ง ก็ตาม ท่านว่าย่อมโอนให้กันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ”

มาตรา 919 วรรคสอง “การสลักหลังย่อมสมบูรณ์แม้ทั้งมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ด้วย หรือแม้ผู้สลักหลังจะมิได้กระทําอะไรยิ่งไปกว่าลงลายมือชื่อของตนที่ด้านหลังตั๋วแลกเงินหรือที่ใบประจําต่อ ก็ย่อมฟังเป็นสมบูรณ์ดุจกัน การสลักหลังเช่นนี้ท่านเรียกว่า “สลักหลังลอย”

มาตรา 920 วรรคสอง “ถ้าสลักหลังลอย ผู้ทรงจะปฏิบัติดังกล่าวต่อไปนี้ประการหนึ่งประการใดก็ได้ คือ

(1) กรอกความลงในที่ว่างด้วยเขียนชื่อของตนเอง หรือชื่อบุคคลอื่นผู้ใดผู้หนึ่ง

(2) สลักหลังตั๋วเงินต่อไปอีกเป็นสลักหลังลอย หรือสลักหลังให้แก่บุคคลอื่นผู้ใดผู้หนึ่ง

(3) โอนตั๋วเงินนั้นไปให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่กรอกความลงในที่ว่าง และไม่สลักหลัง อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 989 วรรคหนึ่ง “บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 อันว่าด้วยตั๋วแลกเงินดังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบทมาตรา 910, 914 ถึง 923”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายฉันทะสั่งจ่ายเช็คชําระหนี้ให้นายวิริยะและขีดฆ่าคําว่าหรือผู้ถือออกนั้น ถือว่าเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ การที่นายวิริยะได้ลงลายมือชื่อของตนไว้ด้านหลังเช็คโดยมิได้ เติมข้อความใด ๆ แล้วส่งมอบชําระหนี้กู้ยืมให้นายจิตตะ ถือว่านายวิริยะได้สลักหลังลอยและส่งมอบเช็คให้แก่ นายจิตตะ การโอนเช็คระหว่างนายวิริยะกับนายจิตตะจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายตามมาตรา 917 วรรคหนึ่ง และมาตรา 919 วรรคสอง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และให้ถือว่านายจิตตะเป็นผู้ทรงที่ได้รับเช็คมาจาก การสลักหลังลอยของนายวิริยะ

การที่นายจิตตะได้ทําการเติมข้อความบนลายมือชื่อของนายวิริยะว่า “ชําระหนี้นายวิมังสา” แล้วส่งมอบเช็คฉบับดังกล่าวให้นายวิมังสานั้น เป็นกรณีที่นายจิตตะได้ใช้สิทธิของผู้ทรงที่ได้รับเช็คมาจากการ สลักหลังลอยตามมาตรา 920 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และเมื่อนายจิตตะได้ส่งมอบเช็ค ดังกล่าวให้นายวิมังสา การโอนเช็คระหว่างนายจิตตะกับนายวิมังสาจึงมีผลสมบูรณ์ และให้ถือว่านายวิมังสา เป็นผู้ทรงที่ได้รับเช็คมาจากการสลักหลังลอยของนายวิริยะ

สรุป

นายวิมังสาได้รับโอนเช็คมาโดยถูกต้อง

 

Advertisement