LAW2011 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน S/2556

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2011 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ก. มอบ ข. ให้ไปกู้เงินโดยมิได้มอบหมายเป็นหนังสือ ข. ไปกู้เงิน ค. โดยทําเป็นหนังสือสัญญาโดยในสัญญานั้น ข. เขียนว่า กู้แทน ก. ต่อมา ก. ผิดนัดชําระหนี้ ค. จะฟ้องใครให้รับผิดได้บ้าง ระหว่าง ก. กับ ข. และ ข. มีอํานาจลงชื่อในสัญญากู้นั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด กรณีหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง เมื่อ ข. ได้เงินมาแล้ว ข. นําเงินที่กู้มานั้นให้กับ ก. ทั้งหมด ดังนี้ ค. จะฟ้อง ก. ให้รับผิดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 653 วรรคแรก “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการ กู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

มาตรา 798 “กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทําเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทน เพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทําเป็นหนังสือด้วย

กิจการอันใดท่านบังคับไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องมี หลักฐานเป็นหนังสือด้วย”

มาตรา 820 “ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือ ตัวแทนช่วงได้ทําไปภายในขอบอํานาจแห่งฐานตัวแทน”

มาตรา 821 “บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วย่อมให้ บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน”

มาตรา 823 “ถ้าตัวแทนกระทําการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอํานาจก็ดี หรือทํานอกทําเหนือ ขอบอํานาจก็ดี ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการเว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ท่านว่าตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลําพังตนเอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตนทําการโดยปราศจากอํานาจ หรือทํานอกเหนือขอบอํานาจ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีแรก

(1) การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไปนั้น บทบัญญัติมาตรา 653 วรรคแรก บังคับว่า ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จึงจะใช้ฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายได้ เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อไปทําสัญญากู้จึงต้องมีหลักฐานเป็น หนังสือด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก. มอบหมายให้ ข. ไปกู้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่นนี้ ข. ย่อมไม่มี อํานาจลงชื่อในสัญญากู้เงินนั้น เพราะ ก. ตั้ง ข. เป็นตัวแทนไปกู้เงินโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 798 วรรคสอง ดังนั้น การที่ ข. ลงชื่อไปก็เท่ากับว่า ข. ลงชื่อโดยปราศจากอํานาจตามมาตรา 823 วรรคแรก

 

(2) เมื่อการตั้งตัวแทนฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย จึงมีผลเท่ากับว่าไม่มีการมอบหมาย หรือตั้งตัวแทนให้ไปทําสัญญากู้ยืม การที่ ข. ไปกู้ยืมเงิน ค. สัญญากู้ยืมนั้นย่อมไม่ผูกพัน ก. ตัวการแต่อย่างใด เพราะเป็นการกระทําโดยปราศจากอํานาจดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามกรณีนี้ถ้า ก. ตัวการให้สัตยาบัน สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวก็อาจผูกพัน ก. ได้ตามมาตรา 823 วรรคแรกตอนท้าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ก. ให้สัตยาบันแก่การกู้ยืมเงินนั้น ข. จึงต้องรับผิดต่อ ค. บุคคลภายนอกโดยลําพังตนเองตามมาตรา 823 วรรคท้าย แม้สัญญากู้ยืมจะระบุว่าเป็นการที่ ข. กู้แทน ก. ก็ตาม

(3) เมื่อสัญญากู้ยืมไม่ผูกพัน ก และ ข. ต้องรับผิดโดยลําพังแล้ว ค. จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้ ข. รับผิดชดใช้เงินตามสัญญากู้ได้คนเดียวเท่านั้น กรณีนี้ถือว่า ข. อยู่ในฐานะคู่สัญญากู้ยืมเงินตามมาตรา 653 วรรคแรก โดยตรง

กรณีที่สอง

การที่ ข. ไปกู้เงินจาก ค. และได้นําเงินที่กู้นั้นมาให้กับ ก. ทั้งหมดนั้น แม้ว่าสัญญาตั้งตัวแทน ให้ไปกู้เงินจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่ ก. ได้เชิดให้ ข. ออกแสดงเป็น ตัวแทนของ ก. ตามมาตรา 821 แล้ว ดังนั้น ก. จึงต้องรับผิดต่อ ค. บุคคลภายนอกเสมือนว่า ข. เป็นตัวแทนของ ตนตามมาตรา 821 ประกอบมาตรา 820 กล่าวคือ เมื่อ ก. ผิดนัดชําระหนี้ ค. ย่อมสามารถฟ้องให้ ก. รับผิดได้

สรุป

กรณีแรก ค. สามารถฟ้องให้ ข. รับผิดได้ แต่จะฟ้องให้ ก. รับผิดไม่ได้ และ ข. ไม่มีอํานาจลงชื่อในสัญญากู้นั้น กรณีที่สอง ค. สามารถฟ้อง ก. ให้รับผิดได้ในฐานะที่ ข. เป็นตัวแทนเชิดของ ก.

Advertisement