LAW2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน 2/2556

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายแดงกู้เงินนายเขียว 2 ล้านบาท มีหลักฐานถูกต้อง ต่อมาได้มีนายขาวตกลงกับนายเขียวเพื่อเป็นผู้ค้ำประกัน แต่นายเขียวกําหนดวงเงินในการค้ำประกันเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น พร้อมกับทํา หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายขาวคนเดียว เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ นายแดงชําระหนี้ไม่ได้ นายเขียวจึงบังคับให้นายขาวรับผิดตามสัญญาค้ําประกันที่ทําไว้ นายขาวยอมชําระหนี้ตามสัญญา ล้านบาทเท่านั้น นายเขียวจึงมาปรึกษาท่านว่า จะบังคับให้นายขาวผู้ค้ำประกันรับผิดทั้ง 2 ล้านบาท ได้หรือไม่

Advertisement

หากไม่ได้นายเขียวจะต้องไปบังคับจากใครได้บ้าง จงอธิบาย พร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 680 “อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชําระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชําระหนี้นั้น

อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน เป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

มาตรา 681 วรรคแรก “อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์”

มาตรา 683 “อันค้ำประกันอย่างไม่มีจํากัดนั้น ย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ซึ่งลูกหนี้ค้างชําระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย”

มาตรา 685 “ถ้าเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำประกันนั้น ผู้ค้ำประกันไม่ชําระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และอุปกรณ์ด้วยไซร้ หนี้ยังเหลืออยู่เท่าใด ท่านว่าลูกหนี้ยังคงรับผิดต่อเจ้าหนี้ ในส่วนที่เหลือนั้น”

มาตรา 686 “ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชําระหนี้ได้แต่นั้น”

วินิจฉัย

ในกรณีที่การกู้เงินและการค้ำประกันนั้นได้กระทําถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานใน การฟ้องร้องบังคับคดี หากลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ในการบังคับการชําระหนีเอาจากลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันได้ตามมาตรา 680 และมาตรา 686

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายขาวได้ตกลงเป็นผู้ค้ําประกันในหนี้ที่นายแดงกู้เงินนายเขียว โดยมีการทําหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายขาวคนเดียวนั้น สัญญาค้ำประกันย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับ กันได้ตามมาตรา 680 วรรคสอง เพราะสัญญาค้ำประกันนั้นเพียงแต่ลงลายมือชื่อผู้ค้ําประกันเพียงฝ่ายเดียวก็ สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องกันได้แล้ว ดังนั้น เมื่อหนี้ถึงกําหนด นายแดงลูกหนี้ชําระไม่ได้ นายเขียวย่อม สามารถเรียกให้นายขาวผู้ค้ำประกันชําระหนี้ได้ตามมาตรา 686

แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าหนี้ที่นายแดงกู้จากนายเขียวนั้นจะมีจํานวน 2 ล้านบาท แต่นายขาวใต้ ตกลงค้ำประกันโดยมีการจํากัดความรับผิดไว้เพียง 1 ล้านบาท ตามมาตรา 680 และมาตรา 683 ดังนั้นนายขาว จึงต้องรับผิดต่อนายเขียวเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น และเมื่อนายขาวได้ยอมชําระหนี้ตามสัญญา 1 ล้านบาทแล้ว ส่วนที่เหลือนายเขียวจะบังคับเอาจากนายขาวอีกไม่ได้ จะต้องไปบังคับเอาจากนายแดงลูกหนี้ เพราะตามมาตรา 685 ได้กําหนดไว้ว่า เมื่อมีการบังคับตามสัญญาค้ำประกันแล้ว หนี้ยังเหลืออยู่เท่าใด ลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ในส่วน ที่เหลือนั้น

สรุป

นายเขียวจะบังคับให้นายขาวผู้ค้ำประกันรับผิดทั้ง 2 ล้านบาทไม่ได้ ส่วนที่เหลืออีก 1 ล้านบาท นายเขียวจะต้องไปบังคับเอาจากนายแดงลูกหนี้

Advertisement