LAW2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน 1/2560

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. แดงกู้เงินเขียว 5,000 บาท มีหลักฐานถูกต้องและมีเหลืองเป็นผู้ค้ำประกัน มีหลักฐานการค้ำประกันเป็นหนังสือแต่ลงลายมือชื่อเหลืองคนเดียว เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ แดงชําระหนี้ไม่ได้ เขียวจึงส่งหนังสือไปให้เหลืองชําระหนี้แทนภายใน 60 วัน นับแต่วันผิดนัด เหลืองสืบทราบว่าแท้จริงแล้ว แดงยังมีสร้อยข้อมือทองคําวางเป็นประกันกับเขียวอยู่ ดังนี้ เหลืองจึงไม่ยอมชําระโดยอ้างว่าสัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณ์ เพราะลงลายมือชื่อเหลืองคนเดียว และเขียวมีสร้อยข้อมือทองคํา ขอให้ไปบังคับจากสร้อยข้อมือของแดงอยากทราบว่า ข้ออ้างของเหลืองทั้ง 2 ข้อ รับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ยกหลักกฎหมายประกอบ

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 680 “อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชําระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชําระหนี้นั้น

อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน เป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

มาตรา 681 วรรคหนึ่ง “อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์”

มาตรา 686 วรรคหนึ่ง “เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชําระหนี้ ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชําระหนี้เรือหนี้ถึงกําหนดชําระ”

มาตรา 690 “ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้ เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องให้ชําระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อน”

วินิจฉัย

ในกรณีที่การกู้เงินและการค้ําประกันนั้นได้กระทําถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดี หากลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ในการบังคับการชําระหนี้เอาจากลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันได้ตามมาตรา 680 และมาตรา 686 และในส่วนของผู้ค้ำประกันอาจจะบ่ายเบี่ยงขอให้เจ้าหนี้ บังคับเอาจากลูกหนี้ก่อนได้ตามมาตรา 690 คือ เมื่อเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดไว้เป็นประกัน และการประกันนั้น ได้กระทําถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 การที่แดงกู้เงินเขียว 5,000 บาท โดยมีหลักฐานถูกต้องและแดงเด้นําสร้อยข้อมือทองคํา วางเป็นประกันกับเขียวไว้ และมีเหลืองเป็นผู้ค้ำประกันโดยทําหลักฐานค้ำประกันเป็นหนังสือแต่ลงลายมือชื่อเหลือง เพียงคนเดียวนั้น สัญญาค้ำประกันระหว่างเหลืองผู้ค้ำประกันและเขียวเจ้าหนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับคดีกันได้

ตามมาตรา 680 และมาตรา 681 วรรคหนึ่ง เพราะสัญญาค้ำประกันนั้น กฎหมายกําหนดให้องลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน เป็นสําคัญ ส่วนเจ้าหนี้และลูกหนี้จะลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันด้วยหรือไม่ไม่สําคัญ และเมื่อเขียวได้ปฏิบัติ ถูกต้องตามมาตรา 686 วรรคหนึ่งแล้ว กล่าวคือ เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระแดงลูกหนี้ไม่ชําระหนี้ เขียวเจ้าหนี้จึงได้ มีหนังสือบอกกล่าวไปให้เหลืองผู้ค้ำประกันชําระหนี้นั้นภายในกําหนด 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้ว ดังนั้น เหลืองจึงต้องชําระหนี้ให้แก่เขียว การที่เหลืองไม่ยอมชําระหนี้โดยอ้างว่าสัญญาค้ําประกันไม่สมบูรณ์ เพราะ ลงลายมือชื่อเหลืองคนเดียว ข้ออ้างของเหลืองกรณีนี้จึงรับฟังไม่ได้

2 เมื่อแดงได้นําสร้อยข้อมือทองคําของตนวางเป็นประกันกับเขียวไว้ ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน ดังนั้น เมื่อเขียวเจ้าหนี้เรียกให้เหลืองผู้ค้ำประกันชําระหนี้ แต่เหลือง ไม่ยอมชําระโดยได้บ่ายเบี่ยงให้เขียวไปบังคับเอาจากสร้อยข้อมือของแดงก่อนนั้น ข้ออ้างของเขียวกรณีนี้จึงรับฟังได้ ตามมาตรา 690

สรุป

ข้ออ้างของเหลืองที่ว่าสัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณ์รับฟังไม่ได้ ส่วนข้ออ้างของเหลือง ที่ให้เขียวไปบังคับเอาจากสร้อยข้อมือของแดงก่อนรับฟังได้

Advertisement