การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3012 กฎหมายปกครอง 

Advertisement

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ตาม  พ.ร.บ.  ระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ. 2535  นั้น  เมื่อปรากฏว่ามีข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการสอบสวนด้วยตนเองได้หรือไม่  อย่างไร  และในการลงโทษข้าราชการพลเรือนที่ปรากฏว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  ผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้พิจารณากำหนดโทษที่จะลงกับผู้ใต้บังคับบัญชาดังกล่าวด้วยตนเองได้หรือไม่อย่างไร  ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

Advertisement

ธงคำตอบ

ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  อาทิเช่น  การปฏิบัติหรือ

Advertisement

ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิอบ  หรือเปิดเผยความลับของทางราชการ  ฯลฯ  ในเบื้องต้นผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสืบสวนเสียก่อนตามหลักการในมาตรา  99  วรรคห้า  ที่ว่า  เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย  โดยยังไม่มีพยานหลักฐาน  ให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่  ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจึงจะยุติเรื่องได้  ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที

สำหรับการดำเนินการทางวินัยเมื่อปรากฏว่ามีข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  ตามมาตรา  102  วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ.2535  นั้น  กำหนดว่าผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการสอบสวนด้วยตนเองไม่ได้  ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาต่างหาก  และในการสอบสวนนี้ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ  โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้  เมื่อดำเนินการแล้วถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงก็ให้ดำเนินการตามมาตรา  104  กล่าวคือ  ในการลงโทษข้าราชการพลเรือนที่ปรากฏว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้พิจารณากำหนดโทษที่จะลงกับผู้กระทำผิดด้วยตนเองไม่ได้   แต่ต้องส่งสำนวนที่กรรมการสอบสวนได้สอบสวนแล้วไปยังคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน  (อกพ.)  ในระดับลดหลั่นกันออกไป  ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งของข้าราชการที่กระทำผิดนั้น  และเมื่อ  อกพ.  มีมติให้ลงโทษสถานใด  (ระหว่างปลดออกกับไล่ออกแต่ห้ามลงโทษต่ำกว่าปลดออก)  ก็ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษตามนั้น

Advertisement

 


ข้อ  2  
การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง  หมายถึงอะไร  และตาม  พ.ร.บ.  วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539  ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ไว้หรือไม่  อย่างไร  ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

Advertisement

ธงคำตอบ

การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง  คือ  กระบวนการควบคุมตรวจสอบคำสั่งทางปกครองภายในองค์กรฝ่ายปกครอง  ในกรณีที่ผู้รับคำสั่งทางปกครองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริง  การตีความข้อกฎหมาย  การปรับบทกฎหมาย  หรือการใช้อำนาจดุลพินิจของผู้ออกคำสั่งทางปกครอง  ซึ่งองค์กรผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์มีอำนาจในการตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมาย และความเหมาะสมในเนื้อหาของการใช้อำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองผู้ออกคำสั่งนั้น

การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนี้มีลักษณะเป็นระบบการอุทธรณ์  2  ชั้น  กล่าวคือ  ในชั้นแรกจะต้องมีการอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งเสียก่อน  และถ้าเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน  ก็สามารถอุทธรณ์ต่อไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์  (หัวหน้าหน่วยงานหรือผู้บังคับบัญชา)

หลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง

ตาม  พ.ร.บ.  วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ. 2539  การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองมีกำหนดไว้ในมาตรา  44  48 ซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1       คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี  และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ  ให้คู่กรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้นยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในกำหนด  15  วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง  (ไม่ใช่วันออกคำสั่ง)  โดยต้องระบุข้อโต้แย้ง  ข้อเท็จจริง  หรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย  (มาตรา  44  วรรคแรก  และวรรคสอง)

2       ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองพิจารณาคำอุทธรณ์  และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า  แต่ต้องไม่เกิน  30  วัน  นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์  (มาตรา  45)

1)    ในกรณีที่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครอง  ตามความเห็นของตนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว  (มาตรา  45)

2)    ถ้าไม่เห็นด้วยก็ให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว  (มาตรา  45)

3)    ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา  30  วัน  นับแต่วันที่ได้รับรายงาน  โดยถ้ามีเหตุจำเป็นอาจขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้อีกไม่เกิน  30  วัน  นับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว

3       ในการพิจารณาอุทธรณ์ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครองได้  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง  ข้อกฎหมาย  หรือความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครอง  และอาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิม  หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นไปทางใด  ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดภาระหรือใช้ดุลพินิจแทนในเรื่องความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครอง  หรือมีข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขอย่างไรก็ได้  (มาตรา  46)

 


ข้อ  3  
หน่วยงานทางปกครอง  และ  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ที่อาจถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น  ได้แก่หน่วยงานใดและบุคคลใดบ้าง  จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

ธงคำตอบ

1       หน่วยงานทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542  ได้ให้คำนิยามของ  หน่วยงานทางปกครอง  ไว้ในมาตรา  3  ดังนี้

หน่วยงานทางปกครอง  หมายความว่า  กระทรวง  ทบวง  กรม  ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม  ราชการส่วนภูมิภาค  ราชการส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา  หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ  และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง

จากคำนิยามดังกล่าวข้างต้น  อาจแยก  หน่วยงานทางปกครอง  ออกได้เป็น  6  กรณี  ดังนี้

(1) ราชการส่วนกลาง  ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง  ทบวง  กรม  หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นละมีฐานะเป็นกรม  เช่น  สำนักงาน  ก.พ.ฯลฯ

(2) ราชการส่วนภูมิภาค  ซึ่งได้แก่  จังหวัด  ส่วนอำเภอนั้นไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลจึง.

(3)  ราชการส่วนท้องถิ่น  ซึ่งได้แก่  เทศบาล  องค์การบริหารส่วนตำบล  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  กรุงเทพมหานคร  และเมืองพัทยา

(4)  รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ  เช่น  การท่าเรือแห่งประเทศไทย  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล  พ.ศ. 2496  เช่น  องค์การคลังสินค้า  องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ  แต่ไม่หมายความรวมถึงรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในรูปของบริษัทหรือบริษัทมหาชนจำกัด  เช่น  บริษัท  การบินไทย  จำกัด  (มหาชน)  บริษัท  ขนส่งทางบก  จำกัด  และไม่หมายความรวมถึงรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น  โดยมติคณะรัฐมนตรี  หรือระเบียบข้อบังคับของส่วนราชการที่ไม่มีความเป็นนิติบุคคล  เช่น  โรงงานยาสูบ  ฯลฯ

(5) หน่วยงานของรัฐอย่างอื่นนอกจากหน่วยงานของรัฐตาม  (1)  (4)  ข้างต้น  ซึ่งได้แก่หน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการและมิใช่รัฐวิสาหกิจซึ่งอาจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติเฉพาะ  เช่น  ธนาคารแห่งประเทศไทย  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก  สำนักงานกองทุนสนับสนุนวิจัย  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  หรือองค์กรมหาชน  ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์การมหาชน  พ.ศ. 2542  เช่น  โรงพยาบาลบ้านแพ้ว  สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ฯลฯ

(6) หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง  เช่น  แพทยสภา  สภาทนายความ  คุรุสภา  สภาสถาปนิก  และหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง  เช่น  เนติบัณฑิตยสภา  ฯลฯ

2       เจ้าหน้าที่ของรัฐ

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ  ได้ให้คำนิยามของ  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ไว้ในมาตรา  3  ดังนี้

เจ้าหน้าที่ของรัฐ  หมายความว่า

(1) ข้าราชการ  พนักงาน  ลูกจ้าง  คณะบุคคล  หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง

(2) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท  คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ  คำสั่ง  หรือมติใดๆ  ที่มีผลกระทบต่อบุคคล  และ

(3) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม  (1)  หรือ  (2)

จากคำนิยามดังกล่าวข้างต้น  อาจแยก  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ออกได้เป็นกรณีดังนี้

(1) ข้าราชการของส่วนราชการที่เป็น  หน่วยงานทางปกครอง  เช่น  ข้าราชการพลเรือน  ข้าราชการครู  ข้าราชการตำรวจ  ฯลฯ

(2) พนักงานของ  หน่วยงานทางปกครอง  ซึ่งอาจจะเป็นพนักงานราชการของส่วนราชการ  พนักงานส่วนท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา

(3) ลูกจ้างของ  หน่วยงานทางปกครอง  ซึ่งอาจจะเป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ  ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา

(4) คณะบุคคลใน  หน่วยงานทางปกครอง  เช่น  สภามหาวิทยาลัยของรัฐ  สภาท้องถิ่น

(5) ผู้ที่ปฏิบัติงานใน  หน่วยงานทางปกครอง  ซึ่งได้แก่  ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ  ใน  หน่วยงานทางปกครอง  เช่น  อธิบดี  คณบดี  ผู้อำนวยการองค์การมหาชนฯ

(6) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท  ซึ่งมาตรา  3  แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำนิยามไว้  ดังนี้

คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท  หมายความว่า  คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

จากคำนิยามดังกล่าวข้างต้น  จะเห็นได้ว่า  ได้กำหนดคุณลักษณะของ  คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท  เอาไว้  2  ประการ  คือ

(ก)  เป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนั้น  คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นโดยมติคณะรัฐในตรี  คำสั่งของรัฐมนตรีหรือระเบียบข้อบังคับ  จึงไม่อยู่ในความหมายของ  คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท  ตามพระราชบัญญัตินี้  และ

(ข)  เป็นคณะกรรมการที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

 


ข้อ  4  เทศบาลตำบลห้วยใส  ได้อนุมัติให้รื้อสะพานไม้ข้ามคลองในเขตเทศบาลฯ  เนื่องจากประชาชนบริเวณนี้ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้  และรถเก็บขยะเทศบาลฯ  ก็เข้าไปเก็บขยะไม่ได้เช่นกัน  เทศบาลฯจึงอนุมัติให้มีการสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นมาแทนโดยมีความยาว  60  เมตร  เพื่อแก้ปัญหาเมื่อสร้างได้  40  เมตร  ก่อนจะถึงที่ดินของนายเอก  เทศบาลฯเหยุดการก่อสร้างเนื่องจากมีกรณีโต้แย้งกับเจ้าของที่ดินบางรายเกี่ยวกับแนวเขตสาธารณะประโยชน์  ต่อมาเทศบาลฯ  ได้อนุมัติให้ดำเนินการสร้างส่วนที่เหลืออีก  20  เมตร  เป็นสะพานไม้เช่นเดิม  นายเอกเห็นว่าการสร้างสะพานไม้ไม่สามารถแก้ปัญหาข้างต้นได้  และเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  รวมทั้งปัญหาสืบเนื่องมาจากเทศบาลฯ  ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติโดยไม่ตรวจสอบแนวเขตที่ถูกต้องก่อนทำการก่อสร้าง  ดังนั้น  นายเอกจึงประสงค์ที่จะฟ้องเทศบาลฯ  เป็นคดีต่อศาลปกครองโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้เทศบาลฯ  ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตสาธารณะประโยชน์ให้ถูกต้อง  และขอให้เทศบาลฯ  ก่อสร้างสะพานส่วนที่เหลือเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ศาลปกครองมีอำนาจที่จะรับฟ้องกรณีของนายเอกไว้พิจารณาได้หรือไม่  เพราะเหตุใด    

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติเทศบาล  พ.ศ.  2496 

มาตรา  50  ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย  เทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้

(2) ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542

มาตรา  9  ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ  คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด  เนื่องจากการกระทำโดยไม่มีอำนาจ  หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่  หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน  หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น  หรือโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม  หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น  หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร  หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ  หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

วินิจฉัย

ประเด็นที่  1  การกกล่าวอ้างของนายเอกว่าเทศบาลฯ  ไม่ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตทางสาธารณประโยชน์เป็นข้อหาที่ฟ้องว่าเทศบาลฯ  ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ  กรณีเป็นคดีพิพาทตามมาตรา  9  วรรคแรก  (2)  พ.ร.บ.  จัดตั้งศาลปกครองฯ  ที่ศาลปกครองมีอำนาจรับฟ้องกรณีนี้ไว้พิจารณาได้

ประเด็นที่  2  พ.ร.บ.  เทศบาล  มาตรา  50  (2)  ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายเทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้  ฯลฯ  …….(2)  ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ…..  หน้าที่ดังกล่าวต้องมีการกำหนดนโยบาย  แผนงาน  โครงการ  และปัจจัยอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้อง  เหตุที่เทศบาลฯ  ไม่สามารถสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กต่อไปได้  เพราะมีปัญหาเรื่องแนวเขตฯ  ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อประชาชนส่วนหนึ่งที่เทศบาลฯ  ต้องดำเนินการแก้ไข

การอนุมัติสร้างสะพานไม้ส่วนที่เหลือในกรณีนี้ของเทศบาลฯ  เป็นการตัดสินใจหรือปฏิบัติการภายในของเทศบาลฯ  มิใช่เรื่องที่มีผลในทางกฎหมายออกไปสู่ภายนอกอันก่อให้เกิดการกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของนายเอกหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ดังนั้นการที่เทศบาลฯ  เลือกที่จะสร้างสะพานไม้ในส่วน  20  เมตร  ที่เหลือจึงมิใช่การออกกฎคำสั่งทางปกครอง  หรือการกระทำอื่นใดตามมาตรา  9  วรรคแรก  (1)  แห่ง  พ.ร.บ.  จัดตั้งศาลปกครอง  การที่นายเอกประสงค์จะฟ้องเทศบาลฯ  ในกรณีนี้เป็นลักษณะของการเรียกร้องหรือเป็นความต้องการของนายเอกโดยเสนอแนวทางและการแก้ไขปัญหาให้เทศบาลฯ  ได้พิจารณาเท่านั้น

กรณีไม่มีลักษณะเป็นข้อพิพาทตามมาตรา  9  วรรคแรก  (1)  แห่ง  พ.ร.บ.  จัดตั้งศาลปกครองฯ  ศาลปกครองจึงรับข้อพิพาทในกรณีนี้ไว้พิจารณาไม่ได้  (เทียบคำสั่งศาลปกครองสูงสุด  264/2546)

สรุป  นายเอกฟ้องศาลปกครองให้มีคำสั่งให้เทศบาลดำเนินการตรวจสอบแนวเขตให้ถูกต้องได้  แต่จะฟ้องศาลปกครองให้มีคำสั่งให้เทศบาลก่อสร้างสะพานส่วนที่เหลือเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กไม่ได้   

Advertisement