LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2547

ข้อ  2  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  จำเลยยื่นบัญชีระบุพยาน  เมื่อล่วงเลยระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  88(1)(2)  โดยมิได้มีการยื่นคำร้องแสดงเหตุผลใดๆ  แก่ศาล  แต่ศาลกลับมีคำสั่งให้รับบัญชีระบุพยานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจงใจและไม่ทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียเปรียบ  ดังนี้  คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งที่รับฟังได้หรือไม่  จงอธิบาย  พร้อมยกหลักกฎหมายประกอบให้ชัดเจน

ธงคำตอบ

มาตรา  87  ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่

(2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  88  และ  90  แต่ถ้าศาลเห็นว่า  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้  ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้

มาตรา  88  วรรคสาม  เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้วแต่กรณี  ได้สิ้นสุดลงแล้ว  ถ้าคู่ความฝ่ายใดซึ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว  มีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตนหรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด  หรือถ้าคู่ความฝ่ายใดซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า  มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้  คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวไม่ว่าเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษาคดีและถ้าศาลเห็นว่า  เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเดนเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น  ก็ให้ศาลอนุญาตตามคำร้อง

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งที่รับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกภายในกำหนดตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  88  วรรคแรก  หรือมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมภายในกำหนดตามมาตรา  88  วรรคสอง  คู่ความฝ่ายนั้นก็อาจยื่นคำร้องต่อศาลโดยใช้สิทธิตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  88  วรรคสาม  กล่าวคือ  ยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานโดยแสดงเหตุอันสมควรที่เป็นอุปสรรค  ทำให้ไม่อาจยื่นบัญชีระบุพยานได้ทันตามกำหนดเวลา  ทั้งนี้เพราะการยื่นบัญชีระบุพยานก็เพื่อมิให้คู่ความเกิดความเสียเปรียบได้เปรียบในเชิงคดีที่มีอยู่อย่างชัดแจ้ง  มิฉะนั้นจะกลายเป็นข้อยกเว้นของ  ป.วิ.พ.  มาตรา  88 

ส่วนการที่จะอ้าง ป.วิ.พ.  มาตรา  87(2)  ตอนท้ายที่ว่า  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี  โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา  88  ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้  ก็จะต้องเข้าเงื่อนไข  3 ประการ  คือ

1       พยานหลักฐานนั้นเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี

2       ศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานนั้น

3       ไม่ทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบในเชิงคดี

เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกหรือบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาล  เมื่อล่วงเลยเวลาตามมาตรา  88  วรรคแรกหรือวรรคสองแล้ว  โดยมิได้ทำคำร้องแสดงว่าเหตุใดจึงยื่นภายในกำหนดเวลาไม่ได้  เพื่อให้ศาลได้มีโอกาสพิจารณาเหตุผลของโจทก์ว่าสมควรจะรับบัญชีระบุพยานไว้หรือไม่  ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  88  วรรคสาม  ดังนี้  ศาลจะสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยโดยเหตุผลเพียงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจงใจ  และไม่ทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียเปรียบหาได้ไม่  เพราะข้อได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีมีอยู่อย่างชัดแจ้ง  (ฎ. 2591/2520ม  ฎ. 943/2512)

ทั้งการที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องแสดงเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจยื่นบัญชีระบุพยานได้ตามกำหนดเวลาตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  88  วรรคสามย่อมทำให้เกิดการเอาเปรียบโจทก์ในการดำเนินคดีโดยวิธีจู่โจม  พยานหลักฐานทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสต่อสู้คดี  ดังนี้  แม้พยานหลักฐานดังกล่าวจะสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีที่ทำให้จำเลยแพ้หรือชนะคดีก็ตาม  แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมไม่สมควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามข้อยกเว้นของ  ป.พ.พ.  มาตรา  87(2)  ตอนท้าย  กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้รับบัญชีระบุพยานของจำเลยได้ตามกฎหมาย  คำสั่งของศาลที่ให้รับบัญชีระบุพยานดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  คำสั่งของศาลดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย