LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2548

Advertisement

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  (1)  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  84  วรรคสอง  (1)  บัญญัติว่า  คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว

Advertisement

ให้นักศึกษาอธิบายว่า  ข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว

ธงคำตอบ

อธิบาย

นคดีแพ่ง  ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ถือว่าคู่ความรับกันแล้วในศาล

1       เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว  จำเลยต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน  15  วัน  ซึ่งจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  แต่อย่างไรก็ดี  ในกรณีดังต่อไปนี้  แม้จำเลยจะให้การโดยไม่ชัดแจ้ง  แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยยอมรับแล้ว  หรือที่เรียกว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย  ดังนี้ 

จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องข้อใด  กล่าวคือ  เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องข้อใด  ก็ถือโดยปริยายว่าจำเลยยอมรับโดยปริยายในฟ้องข้อนั้นแล้ว  เว้นแต่ในเรื่องค่าเสียหายและในกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ  ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้โต้แย้งในเรื่องค่าเสียหาย  หรือไม่ได้ยื่นคำให้การก็จะถือว่าจำเลยยอมรับในข้อนั้นไม่ได้

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยไม่ชัดแจ้ง  เช่น  ให้การว่า  นอกจากที่จำเลยให้การต่อไปนี้ขอให้ถือว่าปฏิเสธฟ้องโจทก์  หรือ   นอกจากให้การไปแล้วให้ถือว่าปฏิเสธ  เป็นต้น  ซึ่งคำให้การในลักษณะนี้  ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง  ต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามฟ้อง 

2        คำรับตามที่ศาลสอบถามในการชี้สองสถาน  กล่าวคือ  ในการชี้สองสถานแต่ละฝ่ายจะต้องตอบคำถามที่ศาลถามเอง  หรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น  อันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นอ้าง  ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด  หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว  เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ขณะนั้น  (ป.วิ.พ. มาตรา  183  วรรคสอง)

3       คำรับตามที่คู่ความสอบถาม  กล่าวคือ  คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะอ้างข้อเท็จจริงใดและขอให้คู่ความฝ่ายอื่นตอบรับว่าจะรับรองข้อเท็จจริงนั้นว่าถูกต้องหรือไม่  เมื่อได้ร้องขอต่อศาลในวันสืบพยานให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายอื่น  ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ได้รับคำบอกกล่าวนั้นว่าถูกต้องหรือไม่  ถ้าคู่ความฝ่ายนั้นไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด  หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง  ในขณะนั้น  ให้ถือว่าได้ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว  เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น  กรณีเช่นนี้  ศาลจะมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นทำคำแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงมายื่นต่อศาลในเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้  (ป.วิ.พ.  มาตรา  100)

4       คำรับเกี่ยวกับเอกสาร  กล่าวคือ  การไม่ส่งต้นฉบับเอกสารในความครอบครองตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  123, 124  ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น  คู่ความฝ่ายที่ไม่ยื่นเอกสารดังกล่าวได้ยอมรับแล้ว  หรือการไม่คัดค้านเอกสารโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน  หรือสำเนาไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ  ก็ถือว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่ได้คัดค้านได้ยอมรับความถูกต้องในเอกสารนั้นแล้วตาม  ป.วิ.พ. มาตรา  125

5       คำรับตามข้อตกลง  (คำท้า)  กล่าวคือ  เป็นการกระทำในศาลโดยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน แต่เงื่อนไขนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนการพิจารณานั้นสมความประสงค์ของคู่ความฝ่ายใดตามที่ท้ากันอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับตามข้ออ้างของฝ่ายที่สมประสงค์นั้นทั้งหมด

ในคดีอาญา  ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ถือว่าคู่ความรับกันแล้วในศาล

1       คำให้การรับสารภาพของจำเลย  กล่าวคือ  ปกติฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร  แต่อย่างไรก็ตาม  ก็มีบางกรณีที่ไม่ต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงนั้น  คำรับของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลก็เป็นกรณีหนึ่งที่ทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องมีการนำสืบข้อเท็จจริง  คำรับของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นไปตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  176  วรรคแรกที่ว่า  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปก็ได้

2       การแถลงยอมรับข้อเท็จจริงใดในระหว่างพิจารณาคดี  กล่าวคือ  ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์จำเลยในคดีอาญาอาจแถลงรับข้อเท็จจริงบางข้อบางประเด็นต่อศาล  ซึ่งเมื่อแถลงแล้วก็ย่อมฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำรับนั้น

(2) โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่  30  กันยายน  2548  กล่าวหาว่า  จำเลยตั้งโรงงานใช้เครื่องจักรที่เดินด้วยกำลังกระแสไฟฟ้า  เมื่อวันที่  13  กันยายน  2547  จำเลยกระทำประมาทเลินเล่อโดยใช้เครื่องจักรเกินกำลัง  เป็นเหตุให้มอเตอร์ระเบิด  บ้านเรือนของโจทก์เสียหายครึ่งหลัง  ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน  100,000  บาท  ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย  จำเลยให้การว่า  จำเลยไม่ได้ประมาทตามฟ้อง  อย่างไรก็ตาม  คดีของโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันเกิดเหตุ  ขอให้ยกฟ้อง

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า  คดีนี้มีประเด็นใดบ้างที่คู่ความไม่ต้องสืบเพราะเป็นข้อเท็จจริง  ซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ยอมรับแล้ว  และหากคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน  ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ธงคำตอบ

มาตรา  84  วรรคแรก  ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ  เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง

วินิจฉัย

ข้อเท็จจริงต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว

1       จำเลยตั้งโรงงานใช้เครื่องจักรที่เดินด้วยกำลังกระแสไฟฟ้า

ประเด็นนี้  จำเลยไม่ได้ให้การรับหรือปฏิเสธ  จึงถือว่าจำเลยให้การรับแล้วว่าจำเลยใช้เครื่องจักรที่เดินด้วยกำลังกระแสไฟฟ้า  โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้

2       โจทก์เสียหายหรือไม่

ประเด็นนี้  จำเลยไม่ได้ให้การรับหรือปฏิเสธ  จึงถือว่าจำเลยให้การรับแล้วว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย  โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบถึงความเสียหายที่เกิดแก่บ้านของโจทก์ครึ่งหลัง

สำหรับประเด็นข้อพิพาท  มีดังนี้

1       จำเลยกระทำโดยประมาทหรือไม่

2       คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่  และ

3       โจทก์เสียหายเพียงใด

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84  วรรคแรก  (ปัจจุบันคือมาตรา  84/1)  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด  ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นข้อ  1  แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธแต่เพียงว่าไม่ได้ประมาทตามฟ้องโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ  (ปฏิเสธลอย)  ซึ่งไม่ชอบด้วย  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  แต่ก็ยังถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้อง  จึงีประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยังต้องมีหน้าที่นำสืบ  แต่จำเลยไม่มีประเด็นสืบแก้

ประเด็นข้อ  2 แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างประเด็นข้อนี้ขึ้นมา  แต่การที่โจทก์ยื่นฟ้อง  ถือเป็นปริยายว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนั้นภายในกำหนดอายุความ  เมื่อจำเลยให้การต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ  จึงเป็นการปฏิเสธฟ้องของโจทก์  โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบปรากฏว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ  (ฎ. 3042/2548  ฎ. 4610/2547)

ประเด็นข้อ  3  แม้จำเลยไม่ให้การปฏิเสธ  ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  438  วรรคแรก  แต่หากโจทก์ประสงค์จะได้ค่าเสียหายตามฟ้อง  โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำสืบ

จะเห็นว่าข้อพิพาททั้ง  3  ประเด็น  หน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์  โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทข้อ  1  และข้อ  2  ถือว่าเป็นประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี  เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน  โจทก์จึงเป็นฝ่ายแพ้คดี  และจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป  มีประเด็นที่คู่ความไม่ต้องนำสืบเพราะเป็นข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว

1       จำเลยตั้งโรงงานใช้เครื่องจักรที่เดินด้วยกำลังกระแสไฟฟ้า

2       โจทก์เสียหายหรือไม่

และถ้าคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน  จำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี

Advertisement