LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ จําเลยให้การว่า จําเลยไม่เคยกู้และรับเงิน 500,000 บาท ตามฟ้อง แต่จําเลยกู้และรับเงินจากโจทก์ เพียง 300,000 บาท โดยจําเลยลงลายมือชื่อในของผู้กู้ในสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง ซึ่งขณะนั้นยังไม่มี การกรอกข้อความจํานวนเงินกู้และมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินนั้นเกิน ความจริงโดยจําเลยมิได้ยินยอม สัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้องจึงเป็นสัญญาปลอม ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน ศาลกําหนดประเด็นข้อพิพาทว่าสัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญากู้ปลอมหรือไม่ แต่เมื่อทนายจําเลยแถลงขอให้ศาลกําหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า จําเลยชําระหนี้ 300,000 บาท ตามคําให้การแก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว ศาลจึงกําหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มอีกข้อหนึ่งว่า จําเลยชําระหนี้ 300,000 บาท ตามคําให้การแล้วหรือไม่ ตามคําแถลงของจําเลย

Advertisement

ให้วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาท ประการใด และถ้าในวันสืบพยาน คู่ความแถลงร่วมกันว่าพยานที่จะนํามาสืบถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใดบ้าง และ

2 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใด

ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงิน ท้ายฟ้อง แต่จําเลยให้การว่าจําเลยไม่เคยกู้และรับเงิน 500,000 บาทตามฟ้อง แต่จําเลยกู้และรับเงินจากโจทก์เพียง 300,000 บาทนั้น จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจําเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ เพียงแต่ ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท แต่จําเลยได้กู้และรับเงินจากโจทก์เพียง 300,000 บาทเท่านั้น

ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทประการแรกจึงมีว่า “จําเลยได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท จริง หรือไม่” ซึ่งประเด็นนี้โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้นภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์

และการที่จําเลยให้การว่า จําเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีการกรอกข้อความจํานวนเงินกู้และมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินนั้นเกินความจริง โดยจําเลยมิได้ยินยอม สัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้องจึงเป็นสัญญาปลอม เป็นกรณีที่จําเลยให้การต่อสู้ว่าเอกสารที่ โจทก์นํามาฟ้องนั้น เป็นเอกสารปลอม มิใช่เป็นกรณีที่จําเลยได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาท ประการที่ 2 จึงมีว่า “สัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญากู้ปลอมหรือไม่” ซึ่งเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง สัญญากู้ดังกล่าว ภาระการพิสูจน์ถึงความถูกต้องแท้จริงของสัญญากู้จึงตกแก่โจทก์ (ฎีกาที่ 2370/2529)

ประเด็นที่ 2 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

กรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันสืบพยาน คู่ความแถลงร่วมกันว่าพยานที่จะนํามา สืบถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี และจําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนั้น ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า

(1) จําเลยได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท จริงหรือไม่

(2) สัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญากู้ปลอมหรือไม่ และเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

 

Advertisement