LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่ 15 ถึง 20 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นําพยานบุคคลมาสืบประกอบคํารับสารภาพ คือนายดาบตํารวจดําผู้จับกุมจําเลยเบิกความว่า ขณะที่เข้าไปจับกุมจําเลย จําเลยให้การรับว่า เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงเพราะผู้ตายดูหมิ่นจําเลย โจทก์อ้างส่งบันทึกจับกุมที่มีข้อความ เช่นเดียวกับที่นายดาบตํารวจดําเบิกความเป็นพยานต่อศาล และร้อยตํารวจเอกแดงพนักงานสอบสวน เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งสิทธิให้จําเลยทราบโดยชอบแล้ว จําเลยให้การรับสารภาพว่าเป็น ผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง และมอบอาวุธปืนดังกล่าวให้แก่พนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลาง ซึ่งได้ส่งอาวุธปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์แล้ว ผลปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจริง อาวุธปืนของกลางที่อ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ส่วนทนายจําเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานจําเลย เพราะให้การรับสารภาพแล้ว ให้วินิจฉัยว่า หากท่านเป็นศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยหรือยกฟ้องโจทก์

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 84 วรรคท้าย “ถ้อยคําใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตํารวจในชั้นจับกุม หรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคํานั้นเป็นคํารับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้ กระทําความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน…”

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิด หรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่า ด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 227 วรรคแรก “ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษา ลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทําผิดจริง และจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า การนําสืบพยานหลักฐานของโจทก์เพื่อประกอบคํารับสารภาพของจําเลยในชั้นศาลนั้น โจทก์ไม่จําต้องนําสืบให้ได้ ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดตามฟ้อง ดังเช่น ในกรณีที่จําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น แม้บันทึกจับกุมที่บันทึกว่าขณะที่นายดาบตํารวจดําเข้าไปจับกุมจําเลย จําเลยให้การรับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืน ยิงผู้ตายจริง อันเป็นถ้อยคําที่จําเลยรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตํารวจผู้จับว่าจําเลยได้กระทําความผิดซึ่งต้องห้าม มิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 84 วรรคท้าย หรือคําเบิกความของนายดาบตํารวจดํา พยานโจทก์ที่ยืนยันถึงข้อเท็จจริงตามคําให้การรับสารภาพของจําเลยในชั้นจับกุมซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามบทบัญญัติ ดังกล่าวเช่นกัน (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 1850/2555) ก็ตาม

แต่คําเบิกความของร้อยตํารวจเอกแดงพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ที่ยืนยันว่าในชั้นสอบสวน จําเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายจริง อันเป็นพยานหลักฐานที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น จึงน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีความผิดและรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 ประกอบกับจําเลยก็นําอาวุธปืนวัตถุพยานที่ใช้ยิงผู้ตายมามอบให้แก่พนักงานสอบสวน ยึดไว้เป็นของกลาง ซึ่งเมื่อทําการพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจริง คําเบิกความของร้อยตํารวจเอกแดง จึงมีน้ำหนักให้รับฟังและเชื่อได้ ตลอดจนชั้นศาลจําเลยก็ให้การรับสารภาพโดยไม่ติดใจสืบพยานจําเลยให้เห็นได้ เป็นอย่างอื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าว พยานโจทก์ที่นําสืบประกอบคํารับสารภาพของจําเลยจึงทําให้แน่ใจว่ามีการ กระทําผิดตามฟ้องจริง และจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดนั้น จึงลงโทษจําเลยได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคแรก

สรุป

หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง

 

Advertisement