การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

Advertisement

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ในคดีเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจําเลยเป็นภริยาของนายกนก นายกนกกู้ยืมเงินโจทก์ไปแล้วไม่ชําระหนี้ตามกําหนด ต่อมานายกนกถึงแก่ความตาย จําเลยเป็นทายาทผู้รับมรดกของนายกนก จึงต้องรับผิด ชําระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจําเลยไม่ชําระ ขอบังคับให้จําเลยใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย จําเลยให้การว่า นายกนกไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม นายกนก เคยเช่าที่ดินแปลงหนึ่งของโจทก์และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ ยึดถือไว้ฉบับหนึ่งเพื่อประกันการชําระค่าเช่าที่ดินซึ่งจะเป็นฉบับเดียวกับสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ นํามาฟ้องจําเลยหรือไม่ จําเลยไม่ทราบ แต่จําเลยขอยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อ ของนายกนก สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ ประการใด และหากมีประเด็นข้อพิพาท ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

Advertisement

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพบกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 183 “ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่น ไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

Advertisement

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

Advertisement

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยเป็นภริยาของนายกนก นายกนกกู้ยืมเงินโจทก์ไป แล้วไม่ชําระหนี้ตามกําหนด ต่อมานายกนกถึงแก่ความตาย จําเลยเป็นทายาทผู้รับมรดกของนายกนกจึงต้องรับผิด ชําระหนี้ให้โจทก์ และจากคําให้การของจําเลยซึ่งจําเลยให้การตอนแรกปฏิเสธว่า นายกนกสามีจําเลยไม่เคย กู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินโจทก์ทําปลอมขึ้นนั้น เท่ากับจําเลยปฏิเสธว่าไม่มีมูลหนี้ที่จําเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนที่จําเลยให้การตอนหลังว่า นายกนกเคยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ยึดถือ ไว้ฉบับหนึ่งเพื่อประกันการชําระค่าเช่าที่ดินซึ่งจะเป็นฉบับเดียวกับสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นํามาฟ้องจําเลยหรือไม่ จําเลยไม่ทราบได้ เท่ากับจําเลยไม่ได้ให้การยอมรับ และในตอนสุดท้ายจําเลยก็ยืนยันว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้อง เป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อของสามีจําเลยอันเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ดังนั้นคดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า นายกนกสามีจําเลยทําสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริงหรือไม่ (เทียบเคียง คําพิพากษาฎีกาที่ 384/2525)

 

สําหรับหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้น ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า “ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ” และตามอุทาหรณ์ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่านายกนกสามีจําเลย ได้ทําสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ไป แต่จําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้นโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่านายกนกสามีจําเลยทําสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริงหรือไม่ และโจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

 

Advertisement