LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จําเลยเป็นน้องสาวโจทก์ จําเลยค้าขายขาดทุนจึงมากู้ยืมเงินโจทก์หนึ่งล้านบาทและได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วตามหนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้องขอให้ ศาลบังคับจําเลยชําระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชําระครบถ้วน จําเลยให้การว่า จําเลยขอโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่พี่สาวที่แท้จริงของจําเลย จําเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์และไม่เคย กู้ยืมเงินหรือรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้องมีลายมือชื่อผู้ให้กู้ เป็นสามีโจทก์และลายมือชื่อผู้กู้มิใช่ของจําเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอมขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน โจทก์แถลงขอส่งหนังสือสัญญากู้ยืมไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้ซึ่งการนี้ให้จําเลยเสียค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่งด้วย ทนายจําเลยจึงแถลงไม่ติดใจโต้เถียงในข้อที่ว่าหนังสือ สัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอมอีกต่อไป ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า

(1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใดบ้าง

(2) ถ้าปรากฏว่า ในวันชี้สองสถาน โจทก์และทนายจําเลยแถลงร่วมกันให้ส่งหนังสือสัญญากู้ยืมตามฟ้องไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ ถ้าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืม เป็นลายมือชื่อของจําเลยจริง จําเลยยอมแพ้คดี ถ้าไม่ใช่ลายมือชื่อของจําเลย โจทก์ยอมแพ้คดี ศาลจึงส่งเอกสารดังกล่าวพร้อมด้วยตัวอย่างลายมือชื่อของจําเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญทําการ ตรวจพิสูจน์ ต่อมาผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมกับลายมือชื่อ ของจําเลยตามตัวอย่างน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน แต่จําเลยโต้แย้งผลการ ตรวจพิสูจน์ว่าไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้และขอให้ศาล ทําการสืบพยานต่อไป เช่นนี้ ศาลจะดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไร และคู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

(1) กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้ คือ

1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใดบ้าง และ

2) ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

 

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใดบ้าง

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่า จําเลยเป็นน้องสาวโจทก์ จําเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1 ล้านบาท และจําเลยได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วตามหนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้อง

และจําเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่พี่สาวที่แท้จริงของจําเลย จําเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับ โจทก์และไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้องมีลายมือชื่อผู้ให้กู้ เป็นสามีโจทก์และลายมือชื่อผู้กู้มิใช่ของจําเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอม

ดังนั้น จากคําฟ้องและคําให้การจึงมีประเด็นที่คู่ความโต้แย้งกัน คือ

(1) จําเลยเป็น น้องสาวที่แท้จริงของโจทก์หรือไม่

(2) จําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่ และ

(3) หนังสือสัญญา กู้ยืมท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมหรือไม่

จากประเด็นตามคําให้การที่ว่าจําเลยเป็นน้องสาวที่แท้จริงของโจทก์หรือไม่นั้น ไม่มีผล กระทบกระเทือนถึงผลของคดี (ไม่ใช่สาระสําคัญของคดี) จึงไม่ต้องกําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท (คําพิพากษาฎีกาที่ 2940/2526) ส่วนประเด็นในข้อที่ว่าหนังสือสัญญากู้ยืมท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมหรือไม่นั้น เมื่อจําเลยแถลง สละประเด็นตามคําให้การแล้ว ก็ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทด้วยเช่นกัน (คําพิพากษาฎีกาที่ 3784/2553) ดังนั้น คดี คงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประการเดียวว่า จําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่ แต่เนื่องจาก จําเลยให้การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามมาตรา 177 วรรคสอง จําเลยจึงไม่มีประเด็นสืบแก้

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนด หลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

ตามข้อเท็จจริง ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้ว หรือไม่นั้น เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้าง และจําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจําเลยกู้ยืมและ รับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

(2) กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไร และคู่ความฝ่ายใด จะเป็นฝ่ายชนะคดีนั้น เห็นว่า คําแถลงร่วมกันของโจทก์และจําเลยตามข้อเท็จจริงนั้นมีลักษณะเป็นคําท้าว่า ให้ ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อแพ้ชนะคดี ดังนั้น เมื่อศาลส่งลายมือชื่อของจําเลยในสัญญากู้ยืม กับตัวอย่างลายมือชื่อของจําเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ และผู้เชี่ยวชาญทําการตรวจพิสูจน์แล้วมีความเห็น ว่าน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันหรือทํานอง ยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจําเลยตรงตามคําท้าของโจทก์จําเลยแล้ว จําเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคําท้า จําเลยจะโต้แย้งเป็นอย่างอื่นมิได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่ต้องดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป แต่ต้องตัดสินให้โจทก์ เป็นฝ่ายชนะคดีตามคําท้า (คําพิพากษาฎีกาที่ 12183/2547)

สรุป

(1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า จําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่และภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

(2) ศาลไม่ต้องดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป และโจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดี