Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. (1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 บัญญัติว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่ (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความ รับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

ให้อธิบายว่า ในคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริง ที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

Advertisement

(2) โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ขับรถโดยสารของจําเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้าง และด้วยความประมาท จําเลยที่ 1 ขับรถชนเสาไฟฟ้าข้างถนน เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งนั่งมาในรถโดยสารคันดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กาย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ขอให้จําเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จําเลยทั้งสองให้การว่า จําเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถโดยสารด้วยความประมาท ความเสียหายเกิดแต่ เหตุสุดวิสัยเพราะมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถโดยสารที่จําเลยที่ 1 ขับโดยกะทันหัน ในวันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 มาสมัครเข้าทํางานกับจําเลยที่ 2 จําเลยที่ 2 ให้ไปทดลองขับรถโดยสารคันเกิดเหตุ ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 จําเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง เช่นนี้ คดีมีประเด็น ข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด

ธงคําตอบ

(1) ในคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล มีดังนี้คือ

1 คําให้การรับโดยชัดแจ้ง (ของจําเลย) ซึ่งข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง (ของโจทก์) พร้อมทั้ง แสดงเหตุแห่งการรับ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง

2 คําให้การโดยไม่ชัดแจ้ง แต่ให้ถือว่าจําเลยยอมรับหรือที่เรียกว่าเป็นการยอมรับ โดยปริยาย ซึ่งได้แก่กรณีดังต่อไปนี้

2.1 กรณีจําเลยไม่ให้การปฏิเสธคําฟ้องข้อใด ให้ถือว่าจําเลยยอมรับข้อเท็จจริงใน คําฟ้องข้อนั้นแล้ว เว้นแต่ในเรื่องค่าเสียหายและในกรณีที่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ แม้จําเลยจะไม่ได้โต้แย้งใน เรื่องค่าเสียหาย หรือไม่ได้ยื่นคําให้การ จะถือว่าจําเลยยอมรับในข้อนั้นไม่ได้

2.2 จําเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์พร้อมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธโดยไม่ชัดแจ้ง ซึ่งถือ ว่าเป็นคําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เช่น

(ก) คําให้การที่ว่า “นอกจากที่จําเลยให้การต่อไปนี้ให้ถือว่าปฏิเสธฟ้อง “หรือ”

นอกจากให้การไปแล้วให้ถือว่าปฏิเสธ”

(ข) คําให้การที่ว่า ข้อเท็จจริงจะเป็นตามคําฟ้องหรือไม่ “จําเลยไม่ทราบและไม่รับรอง”

(ค) ให้การหลายนัย หลายข้อต่อสู้ซึ่งขัดแย้งกัน หรือที่เรียกว่า คําให้การขัดกัน ซึ่งคําให้การในลักษณะนี้ ถือเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องถือว่าจําเลยยอมรับตามฟ้อง

3 คํารับตามที่ศาลสอบถามในการชี้สองสถาน กล่าวคือ ในการชี้สองสถานแต่ละฝ่าย จะต้องตอบคําถามที่ศาลถามเอง หรือถามตามคําขอของคู่ความฝ่ายอื่น อันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่น ยกขึ้นอ้าง ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคําถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอัน สมควร ให้ถือว่า ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการ ปฏิเสธได้ขณะนั้น (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 183 วรรคสอง)

4 คํารับตามที่คู่ความสอบถาม กล่าวคือ คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะอ้างข้อเท็จจริงใด และ ขอให้คู่ความฝ่ายอื่นตอบว่าจะรับรองข้อเท็จจริงนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อได้ร้องขอต่อศาลในวันสืบพยาน ให้ศาล สอบถามคู่ความฝ่ายอื่น ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ได้รับคําบอกกล่าวนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าคู่ความฝ่ายนั้น ไม่ยอมตอบคําถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งใน ขณะนั้น ให้ถือว่าได้ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือ แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น กรณีเช่นนี้ ศาลจะมีคําสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นทําคําแถลงเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงมายื่นต่อศาลภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 100)

5 คํารับเกี่ยวกับเอกสาร กล่าวคือ การไม่ส่งต้นฉบับเอกสารในความครอบครองตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 123, 124 ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนําสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่ยื่น เอกสารดังกล่าวได้ยอมรับแล้ว หรือการไม่คัดค้านเอกสารโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือ บางส่วน หรือสําเนาไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ก็ถือว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่ได้คัดค้านได้ยอมรับความถูกต้องในเอกสารนั้นแล้ว ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125

6 คํารับตามข้อตกลง (คําท้า) กล่าวคือ เป็นการกระทําในศาลโดยยอมรับข้อเท็จจริง ตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน แต่เงื่อนไขนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการดําเนินกระบวนพิจารณา อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผลแห่งการดําเนินกระบวนพิจารณานั้นสมความประสงค์ของคู่ความฝ่ายใดตามที่ท้ากัน อีก ฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับตามข้ออ้างของฝ่ายที่สมประสงค์นั้นทั้งหมด

(2) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทําไปในทางการที่จ้างนั้น”

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อัน เดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะ พิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด…”

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อพิจารณาจากคําฟ้องและคําให้การของโจทก์จําเลยรับฟังได้ว่า ขณะเกิด เหตุจําเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมดูแลรถโดยสารซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล และโจทก์ได้รับ ความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น จําเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนั้น ต้องถือว่าจําเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว จําเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในอันตรายแก่กายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยตามที่จําเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้

ส่วนจําเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่เพียงว่าจําเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หาก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ก็ต้องถือว่าจําเลยที่ 2 ยอมรับว่าจําเลยที่ 1 ได้ กระทําไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 นอกจากนี้ จําเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ตามฟ้อง จึงต้องถือว่าจําเลยทั้งสองรับกันว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องด้วยเช่นกัน

ดังนั้น คดีตามอุทาหรณ์จึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่

2 จําเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หรือไม่

3 โจทก์เสียหายเพียงใด

สําหรับหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นแรก ที่ว่า ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่ ในส่วนนี้เนื่องจากโจทก์ ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 ที่ว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะ อย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง” ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จําเลยทั้งสองที่ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเหตุตามฟ้องเกิดแต่เหตุ สุดวิสัย ซึ่งหากจําเลยทั้งสองพิสูจน์ไม่ได้ จําเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์

ประเด็นที่สอง ที่ว่า จําเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หรือไม่ ในส่วนนี้เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกแก่โจทก์

ประเด็นที่สาม ที่ว่า โจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง แม้จําเลยจะไม่ได้ให้การโต้แย้ง จํานวนเงินค่าเสียหายด้วย ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ (เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะต้องนําสืบถึง จํานวนค่าเสียหาย) แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้เอง ตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

สรุป คดีมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่จําเลยทั้งสอง

2 จําเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หรือไม่ ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่โจทก์

3 โจทก์เสียหายเพียงใด ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่โจทก์

Advertisement

อดทนและมีวินัยในการอ่านหนังสือ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณ

error: Content is protected !!

Log in with your credentials

Forgot your details?