LAW3011กฎหมายลักษณะพยาน S/2558

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ยื่นคําฟ้องว่า “โจทก์เป็นทายาทโดยพินัยกรรมของนายบรรจง นายบรรจงทําพินัยกรรมยกที่ดินเลขที่ 1145 ให้แก่ตน แต่พอนายบรรจงเสียชีวิตโจทก์จึงไปเรียกร้องที่ดินตามพินัยกรรมจากจําเลย ผู้ครอบครองที่ดินอยู่ แต่จําเลยปฏิเสธที่จะโอนที่ดินแก่โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จําเลยโอน ที่ดินแก่โจทก์” จําเลยยื่นคําให้การว่า “พินัยกรรมนั้นเป็นของจริงหรือไม่จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง แต่ที่ดินนี้นายบรรจงได้โอนให้กับตนตั้งแต่นายบรรจงยังมีชีวิตอยู่และในโฉนดก็มีชื่อจําเลยเป็น เจ้าของที่ดิน ขอให้ศาลยกฟ้อง” ให้ท่านจงตั้งประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์อีกทั้งตอบด้วยว่าหากในวันสืบพยาน โจทก์และจําเลยไปศาลแต่ไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

Advertisement

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1373 “ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 หากโจทก์และจําเลยไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้องว่า “โจทก์เป็นทายาทโดยพินัยกรรมของ นายบรรจง นายบรรจงทําพินัยกรรมยกที่ดินเลขที่ 1145 ให้แก่ตน แต่พอนายบรรจงเสียชีวิตโจทก์จึงไปเรียกร้องที่ดิน ตามพินัยกรรมจากจําเลยผู้ครอบครองที่ดินอยู่ แต่จําเลยปฏิเสธที่จะโอนที่ดินแก่โจทก์” และจําเลยยื่นคําให้การว่า “พินัยกรรมนั้นเป็นของจริงหรือไม่ จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง แต่ที่ดินนี้นายบรรจงได้โอนให้กับตนตั้งแต่นายบรรจง ยังมีชีวิตอยู่และในโฉนดก็มีชื่อจําเลยเป็นเจ้าของที่ดิน”

จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยดังกล่าว แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายบรรจงผู้ตาย และนายบรรจงได้ทําพินัยกรรม ยกให้แก่โจทก์ เมื่อจําเลยให้การว่าที่ดินเป็นของนายบรรจงผู้ตายจริง จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันต่อไปและไม่ต้องกําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

การที่จําเลยให้การว่า พินัยกรรมที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเป็นจริงหรือไม่ จําเลยไม่ทราบ ไม่รับรองนั้น ถือว่าจําเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าพินัยกรรมนั้นปลอมหรือไม่ เป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เป็นคําให้การ ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น จึงถือว่าจําเลยได้ยอมรับว่ามีพินัยกรรมอยู่จริงตามที่โจทก์ กล่าวอ้าง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

2 การที่โจทก์อ้างว่าผู้ตายได้ทําพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จําเลยให้การว่า นายบรรจงได้โอนที่ดินพิพาทให้กับจําเลยตั้งแต่นายบรรจงยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก แต่จําเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดก ดังนั้นกรณีตามอุทาหรณ์ จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าว คดีจึงมี ประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ และถือว่าเป็นคดีโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่คู่ความพิพาทกันว่าทรัพย์สินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่ความฝ่ายใด กล่าวคือ ถ้าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกได้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม แต่ถ้าไม่ใช่ทรัพย์มรดกย่อมตกได้แก่จําเลย เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์จําพวกที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ได้วางหลักไว้ว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง อีกทั้งโฉนดที่ดินก็เป็น เอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทําขึ้น ซึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และ ถูกต้อง ดังนั้นเมื่อจําเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดิน จําเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้าง ข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบจึงตกแก่โจทก์

ประเด็นที่ 3 หากโจทก์และจําเลยไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

กรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันสืบพยาน โจทก์และจําเลยไปศาลแต่ไม่นํา พยานหลักฐานเข้าสืบ ดังนั้นโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีและจําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกได้แก่ โจทก์ และหากในวันสืบพยาน โจทก์และจําเลยไปศาลแต่ไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ จําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี

 

Advertisement