Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างคนขับรถของจําเลยที่ 2 วันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จําเลยที่ 2 ว่าจ้าง และด้วยความประมาท จําเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนโจทก์ในขณะ กําลังเดินข้ามถนน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ยองเสียค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายอื่น รวมเป็นเงิน 50,000 บาท จําเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ขอให้จําเลย ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พอมดอกเบี้ย จําเลยทั้งสองให้การว่า จําเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถด้วยความประมาท เหตุเกิดเพราะรถบรรทุกเบรกแตก วันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกออกไปโดยพลการ เพื่อทํากิจส่วนตัวไม่ใช่งานตามคําสั่งของ จําเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าสินไหมทดแทนเคลือบคะ มเพราะไม่ได้บรรยายว่าค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียหายอื่นนั้นมีรายการใดบ้าง ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงร่วมกันว่า หลังเกิดเหตุ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําเลยที่ 1 แล้ว ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบประการใด

ธงคําตอบ

Advertisement

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดี จะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป

(2) ข้อเท็จจริงซึ่งม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตน ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 46 “ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจําต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 425 “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทําไปในทางการที่จ้างนั้น”

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหร่อควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อัน เดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 วรรคหนึ่ง “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัย ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเสียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องว่า

(1) จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างคนขับรถของจําเลยที่ 2

(2) จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้า ของจําเลยที่ 2

(3) จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเฉียวชนโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับ อันตรายสาหัสและได้รับความเสียหายตามฟ้อง

จําเลยทั้งสองให้การว่า

(1) จําเลยที่ 1 ได้ขับรถด้วยความประมาท เหตุเกิดเพราะรถบรรทุกเบรกแตก

(2) จําเลยที่ 1 ได้ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2

(3) ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายว่าค่ารักษาพยาบาลและ ค่าเสียหายอื่นนั้นมีรายการใดบ้าง

ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงร่วมกันว่า หลังเกิดเหตุ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลย ที่ 1 ในความผิดฐานกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และศาลชั้นต้นได้พิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจําเลยที่ 1 แล้ว

จากคําฟ้องของโจทก และคําให้การของจําเลยทั้งสอง รวมทั้งคําแถลงของคู่ความ จะเห็นได้ว่า มีประเด็นแห่งคดีที่คู่ความฟังได้เป็นยุติ ดังนี้คือ

1 ประเด็นตามฟ้องที่ว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 นั้น จําเลยทั้งสองไม่ได้ ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้ จึงถือว่าจําเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้วตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) ดังนั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าจําเลยที่ 1 ได้ขับรถบรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 จําเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมกัน รับผิดกับจําเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425

2 ประเด็นที่ว่า จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเฉียวชนโจทก์นั้น เมื่อคดีนี้ เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และจากคําแถลงของคู่ความในวัน ชี้สองสถาน จําเลยที่ 1 ต้องคําพิพากษา ในคดีอาญาถึงที่สุดแล้วว่ามีความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งสําหรับจําเลยที่ 1 ศาลจําต้องถือ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อาญา ราตรา 46 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จําเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (2) จําเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

3 คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะอันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล อันเป็นมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานความรับผิดตามบท กฎหมายดังกล่าว แต่เนื่องจากจําเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีส่วนอาญาด้วย จําเลยที่ 2 จึงไม่ผูกพันตาม ข้อเท็จจริงในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาของจําเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจําเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยตั้ง ประเด็นเพื่อนําสืบหักล้างความรับผิดตามข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 437 ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นนําสืบ

เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นในคดีนี้ฟังได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 และ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (2) และ (3) ว่า วันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ได้ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเฉียวชน โจทก์ และทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับอันตรายสาหัล ดังนั้นคดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่

2 ฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่

3 โจทก์เสียหาย เพียงใด ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณ ตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ที่ว่าจําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจําเลยที่ 1 ได้กระทําไปในทางการที่จ้าง แต่จําเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ดังนั้นโจทก์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างย่อมมีหน้าที่นําสืบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

ประเด็นที่ 2 ที่ว่าฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ แม้จําเลยจะเป็นผู้กล่าว อ้างก็ตาม แต่ประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลวินิจฉัยได้เอง ดังนั้น คู่ความไม่ต้องนําสืบ

ประเด็นที่ 3 ที่ว่าโจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อโจทก์ กล่าวอ้างเรื่องความเสียหาย แม้จําเลยจะ ไม่ได้ให้การโต้แย้งจํานวนเงินค่าเสียหายด้วย หน้าที่นําสืบข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ กล่าวคือ เป็นหน้าที่ของฝ่าย ที่เรียกร้องจะต้องนําสืบถึงจํานวนค่าเสียหายให้ได้ตามที่ฟ้องมา แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหายให้โจทําได้เองตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่ง ละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบ ดังนี้

1 จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

2 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ คู่ความไม่ต้องนําสืบ

3 โจทก์เสียหายเพียงใด โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

 

Advertisement

อดทนและมีวินัยในการอ่านหนังสือ แล้วความสำเร็จจะเป็นของคุณ

error: Content is protected !!

Log in with your credentials

Forgot your details?