LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จําเลยขับรถยนต์โดยสารพลิกคว่ําเป็นเหตุให้ผู้โดยสาร คือ นายเอกถึงแก่ความตาย นายโทได้รับอันตรายสาหัส และนายตรีได้รับอันตรายแก่กาย นางแก้วภริยาของนายเอก นายโท และนายตรี จึงร่วมกันเป็นโจทก์ร่วมฟ้องจําเลยต่อศาลฐานขับรถยนต์ประมาทเป็นเหตุให้นายเอกถึงแก่ความตาย นายโทได้รับอันตรายสาหัส และนายตรีได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และ 390 คดีมีการส่งประเด็นไปไต่สวนมูลฟ้องที่ศาลอื่น เมื่อศาลที่รับประเด็นส่งประเด็นกลับ ศาลจึงนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสามต่อในวันที่ 24 ตุลาคม 2557 ปรากฏว่า เจ้าพนักงานศาลส่ง หมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ในวันเดียวกัน คือ วันที่ 10 ตุลาคม 2557 โดยนางแก้ว เต็มใจรับหมายนัดไว้เอง นายโทมีภริยาของนายโทที่มีอายุเกินยี่สิบปีซึ่งอยู่ในบ้านของนายโทเต็มใจ รับหมายนัดไว้แทน ส่วนนายตรีเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดให้โดยวิธีปิดหมาย ครั้นถึงวันนัดไต่สวน มูลฟ้องปรากฏว่า นางแก้ว โจทก์ที่ 1 นายโท โจทก์ที่ 2 และนายตรี โจทก์ที่ 3 ไม่มีใครมาศาล แต่นายโทได้มอบฉันทะให้นางตามายื่นคําร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุเจ็บป่วย ศาลเห็นว่าเมื่อโจทก์ ทั้งสามไม่มาศาลตามกําหนดนัด จึงพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสีย ให้วินิจฉัยว่า คําพิพากษายกฟ้อง ของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 166 “ถ้าโจทก์ไม่มาตามกําหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุมีผลจึงมาไม่ได้ จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดย แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว จะฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอํานาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว”

วินิจฉัย

กรณีบุคคลหลายคนเป็นคู่ความในคดีเดียวกันโดยเป็นโจทก์ร่วมเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 นั้น การพิจารณาว่าโจทก์ร่วมคนใด ไม่มาศาลตามกําหนดนัด ซึ่งศาลต้องพิพากษายกฟ้องเสียตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคแรกนั้น ศาลอยู่ในบังคับ ตามมาตราดังกล่าวที่ต้องแยกพิจารณาว่าโจทก์ร่วมแต่ละคนที่ไม่มาศาลนั้น เข้าเกณฑ์ที่จะยกฟ้องได้ตามมาตรา 166 วรรคแรกหรือไม่ โดยเกณฑ์สําคัญประการหนึ่งคือ โจทก์ต้องทราบกําหนดนัดของศาลโดยชอบแล้ว

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนางแก้ว โจทก์ร่วมที่ 1 เต็มใจรับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องด้วยตนเอง หมายนัดที่ เจ้าพนักงานศาลส่งให้ในวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ที่ส่งให้แก่นางแก้วจึงมีผลเป็นการส่งหมายโดยชอบในวัน ดังกล่าว เมื่อนางแก้วไม่มาศาลตามกําหนดนัดในวันที่ 24 ตุลาคม 2557 ย่อมเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 166 วรรคแรก ที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องสําหรับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้โดยชอบ คําพิพากษายกฟ้องสําหรับโจทก์ร่วมที่ 1 จึงชอบแล้ว

กรณีของนายโท โจทก์ร่วมที่ 2 แม้ภริยาของนายโทที่มีอายุเกินยี่สิบปีซึ่งอยู่ในบ้านของนายโท เต็มใจรับหมายนัด ไสานมูลฟ้องไว้แทนนายโทซึ่งมีผลเป็นการส่งหมายโดยชอบในวันที่ 10 ตุลาคม 2557 เช่นกันก็ตาม แต่ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 24 ตุลาคม 2557 แม้นายโทจะมิได้มาศาลตามกําหนดนัด แต่นายโท ได้มอบฉันทะให้นางตามายื่นคําร้องขอเลื่อนคดี คดีสําหรับนายโท โจทก์ร่วมที่ 2 ยังมีนางตาผู้รับมอบฉันทะจาก โจทก์ร่วมที่ 2 มาศาล กรณีจึงไม่อาจถือว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มาศาลตามกําหนดนัดที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องตาม มาตรา 166 วรรคแรกได้ ทั้งนี้เพราะกรณีจะเข้าหลักเกณฑ์ยกฟ้องโจทก์ตามมาตรา 166 วรรคแรก ต้องปรากฏว่า ในวันนัดของศาล ฝ่ายโจทก์ต้องไม่มีใครมาศาลเลย ดังนั้น คําพิพากษายกฟ้องสําหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย

กรณีนายตรี โจทก์ร่วมที่ 3 เจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้นายตรีโดยวิธีปิดหมาย ซึ่งเป็นการส่งโดยวิธีอื่นแทน หมายนัดที่ส่งจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกําหนดเวลา 15 วัน หรือระยะเวลานานกว่านั้นตามที่ ศาลเห็นสมควรกําหนดได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อเจ้าพนักงานส่งโดยวิธีปิดหมายในวันที่ 10 ตุลาคม 2557 และศาลมิได้กําหนดระยะเวลาการมีผลใช้ได้ของศาลนานกว่า 15 วัน กรณีนี้ต้องถือว่า หมายที่ส่งนั้นมีผลใช้ได้ ต่อเมื่อกําหนดเวลา 15 วันได้ล่วงพ้นไปแล้ว คือเริ่มมีผลใช้ได้ในวันที่ 25 ตุลาคม 2557 ดังนั้น ในวันนัดไต่สวน มูลฟ้องวันที่ 24 ตุลาคม 2557 จึงยังถือไม่ได้ว่านายตรีโจทก์ร่วมที่ 3 ทราบกําหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องของศาลโดย ชอบแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคแรก ที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องสําหรับ โจทก์ร่วมที่ 3 ได้ คําพิพากษายกฟ้องสําหรับโจทก์ร่วมที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป

คําพิพากษายกฟ้องของศาลสําหรับโจทก์ร่วมที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย แต่คําพิพากษา ยกฟ้องของศาลสําหรับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย