LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2549

Advertisement

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท  อ้างว่าจำเลยได้อาศัยที่ดินดังกล่าวของมารดาโจทก์  เมื่อมารดาโจทก์เสียชีวิต  โจทก์ได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวมาและไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอีกต่อไป  ได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท  แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมขนย้าย  ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ  4,000  บาท  ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ขนย้ายออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันบอกกล่าวให้ขนย้ายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน  20,000  บาท  จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นน้าชายโจทก์  จำเลยไม่ได้อาศัยแต่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ  เปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า  10  ปีแล้ว  จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยครอบครองปรปักษ์  โจทก์ไม่เสียหายขอให้ศาลยกฟ้อง

Advertisement

ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมขนย้ายออกจากที่พิพาทภายใน  2  เดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม  ส่วนโจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหาย  ศาลชั้นต้นพิพากษายอมหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมได้  2  สัปดาห์ จำเลยจึงทราบโดยมีหลักฐานว่าทนายจำเลยได้ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจำเลยให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว  จำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น  ดังนี้จำเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  138  ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น  และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย  ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้  แล้วพิพากษาไปตามนั้น

ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้  เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความแล้ว  จะอุทธรณ์ต่อไปไม่ได้  เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นอย่างหนึ่งอย่างใด  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  138  วรรคสอง  กล่าวคือ

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

กรณีตามอุทาหรณ์  จำเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่  เห็นว่า  จำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น  อ้างว่า  ทนายจำเลยได้ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจำเลยให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  กรณีเช่นนี้  เท่ากับกล่าวอ้างว่าสัญญาประนีประนอมเกิดขึ้นจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล  ตามมาตรา  138  วรรคสอง  (1) ดังนั้น  จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้  ตามมาตรา  138  วรรคสอง  (1)  ประกอบมาตรา  223 (ฎ.1150/2519)

สรุป  จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ 

Advertisement