LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทําหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์ไป 300,000 บาท ถึงกําหนดแล้วจําเลยไม่ชําระโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจําเลยให้ชําระหนี้ แต่จําเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จ จําเลยให้การว่าจําเลย ไม่เคยกู้เงินโจทก์ และคดีขาดอายุความเพราะโจทก์ยื่นฟ้องเกิน 10 ปีแล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและจําเลยได้กู้เงินโจทก์จริง พิพากษาให้จําเลยชําระหนี้ตามฟ้อง ให้แก่โจทก์ จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์ สัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญาปลอม ทั้งฉบับและมิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113

Advertisement

ศาลชั้นต้นสังรับอุทธรณ์ของจําเลย ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจําเลยในประเด็นขอใดบ้าง เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้า ไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี”

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดี อันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าว ในศาลชั้นต้น หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกลาวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่ เปิดช่องให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในการยืนอุทธรณ์นั้น

1 ต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์

2 ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และ

3 อุทธรณ์นั้นไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

เว้นแต่ จะต้องด้วยหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้น ก็ยังมีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่ออุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ได้ คือ

1 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือ

2 เป็นปัญหาที่คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือ

3 เพราะเหตุเป็นเรื่องศาลชั้นต้นที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทําหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์ไป 300,000 บาท ถึงกําหนดแล้วจําเลยไม่ชําระ จําเลยให้การว่าจําเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์และคดีขาดอายุความเพราะโจทก์ยื่นฟ้องเป็น 10 ปีแล้วนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและจําเลยได้กู้เงินโจทก์จริง จึงพิพากษา ให้จําเลยชําระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนี้จําเลยย่อมอุทธรณ์ได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง เพราะ กรณีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคแรก แต่การอุทธรณ์ทั้งปัญหาข้อกฎหมาย และปัญหาข้อเท็จจริงนั้น จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 225 ดังที่ได้กล่าวไว้ด้วย

จากข้อเท็จจริง การที่จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์ สัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็น สัญญาปลอมทั้งฉบับ และมิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งศาลชั้นต้น สั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยนั้น กรณีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจําเลยในประเด็นข้อใดบ้างนั้น แยกวินิจฉัย ได้ดังนี้

1 ประเด็นที่จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์นั้น เป็นการอุทธรณ์ในปัญหา ข้อเท็จจริงและเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ในข้อนี้ ไว้จึงชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ต้องรับวินิจฉัยในประเด็นนี้

2 ประเด็นที่จําเลยอุทธรณ์ว่าสัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับนั้น เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และเมื่อปรากฏว่าจําเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ในศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่า เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 225 วรรคแรก การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ไว้จึงมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่สามารถรับวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้

3 ประเด็นที่จําเลยอุทธรณ์ว่าสัญญากู้มิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรนั้น ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จําเลยก็ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ได้ตามมาตรา 225 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจําเลยในข้อนี้จึงชอบแล้ว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ต้องรับ วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้

สรุป

ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจําเลยเฉพาะในประเด็นที่ว่าจําเลยไม่เคยกู้เงิน โจทก์ และสัญญากู้มิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าสัญญากู้ที่โจทก์ นํามาฟ้องเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่สามารถรับวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ได้

Advertisement