LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2557

Advertisement

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ยื่นฟ้องจําเลยฐานผิดสัญญาซื้อขายเครื่องเรือน อ้างว่า จําเลยไม่ยอมนําเครื่องเรือนมาส่งมอบให้โจทก์ตามสัญญา ทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถนําเครื่องเรือนไปส่งให้ลูกค้าได้ ขอให้ ศาลบังคับจําเลยให้จําเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจํานวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี จําเลยยื่นคําให้การแก้คดีตามกฎหมาย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้จําเลย ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จําเลยไม่พอใจ ในคําพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องการยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ ก่อนที่ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์จะสิ้นสุดลง จําเลยยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นคําฟ้อง อุทธรณ์ ต่อมาศาลมีคําสั่งให้ยกคําร้อง จําเลยไม่พอใจในคําสั่งของศาลจึงยื่นอุทธรณ์คําสั่งของศาล ทันที โดยไม่ได้โต้แย้งคําสั่งของศาลไว้ก่อน

Advertisement

ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 223 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 138, 168, 188 และ 222 และในลักษณะนี้ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด”

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้ง ชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งขี้ขาดตัดสินคดีนั้น เป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่ง ระหว่างพิจารณา

วินิจฉัย

คําสั่งของศาลที่ถือว่าเป็น “คําสั่งระหว่างพิจารณา” ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นใน ระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1 จะต้องเป็นคําสั่งของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินหรือจําหน่ายคดี

2 เมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทําให้คดีเสร็จไปจากศาล กล่าวคือ ศาลยังต้องทําคดีนั้นต่อไป

3 ไม่ใช่คําสั่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227 และมาตรา 228

เมื่อเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว คู่ความจะอุทธรณ์คําสั่งทันทีไม่ได้ ต้องโต้แย้งคัดค้านคําสั่ง ไว้ก่อนจึงจะเกิดสิทธิอุทธรณ์คําสั่งนั้นตามมาตรา 226 (2) ส่วนคําสั่งของศาลนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ 3 ประการนี้ ไม่ถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องโต้แย้งก่อนที่จะอุทธรณ์แต่ประการใด (อุทธรณ์ได้ทันที)

ตามข้อเท็จจริง การที่จําเลยยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นคําฟ้องอุทธรณ์ ถือว่าจําเลย ยื่นคําร้องในขณะที่ไม่มีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล เนื่องจากศาลได้มีคําพิพากษาไปแล้ว ดังนั้นการที่ศาลมีคําสั่ง ยกคําร้องของจําเลยจึงไม่ใช่คําสั่งระหว่างพิจารณา แม้จําเลยจะไม่ได้โต้แย้งคําสั่งของศาล จําเลยก็สามารถอุทธรณ์ได้ เพราะสิทธิของจําเลยถูกโต้แย้ง โดยอาศัยมาตรา 223 ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 223 นั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา หรือคําสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว คู่ความหรือบุคคลภายนอกซึ่งถูกกระทบกระทั่งต่อสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในคดี ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งที่กฎหมายได้บัญญัติให้เป็นที่สุดหรือห้ามมิให้อุทธรณ์

สรุป จําเลยสามารถอุทธรณ์ได้

 

Advertisement