LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2555

Advertisement

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จําเลยก่อสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 10 ตารางวา ขอให้บังคับจําเลยรื้อถอนรั้วที่ปลูกสร้างรุกล้ำออกไป จากที่ดินของโจทก์และทําให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในสภาพเรียบร้อย จําเลยให้การว่าจําเลยมิได้ ก่อสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก การก่อสร้างรั้วของจําเลยทําโดยสุจริต ตามความเป็นจริง ตามแนวที่ดินที่จําเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นับแต่จําเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิม จําเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ติดกับที่ดิน ของโจทก์ตั้งแต่จําเลยได้รับโอนมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปีแล้วโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้อง ขณะยื่นฟ้องที่ดินพิพาทมีราคา 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าแนวเขตที่ดินของโจทก์จําเลยอยู่กลางคูน้ํา รั้วไม้ไผ่ที่จําเลยกั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดิน ของโจทก์และกันไม่ถึง 10 ปี จําเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และในวันที่โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับอุทธรณ์

Advertisement

ให้วินิจฉัยว่า คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณาเป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ที่ได้กําหนดว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือ จํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักในการพิจารณา มิใช่ทุนทรัพย์ ที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จําเลยสร้างรั้วรุกล้ำ เข้ามาทางทิศตะวันตกเป็นเนื้อที่ 10 ตารางวา ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จําเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาท ของโจทก์ และการที่จําเลยให้การต่อสู้ว่า จําเลยกั้นรั้วตามแนวเขตที่ดินของจําเลยซึ่งจําเลยได้กรรมสิทธิ์มาโดย การครอบครองปรปักษ์จึงเป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ ซึ่งถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และแม้โจทก์จะมีคําขอให้จําเลย รื้อถอนริ้วที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินพิพาทอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อประเด็นสําคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่าที่ดินพิพาทเป็น กรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจําเลย และคําขอให้รื้อถอนริ้วออกไปเป็นผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เรียกไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคําขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ที่แยกกันได้จากคําขอปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อย่างเดียว

 

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แนวเขตที่ดินของโจทก์จําเลยอยู่กลางคูน้ำ รั้วไม้ไผ่ที่จําเลยกั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และกั้นไม่ถึง 10 ปี จําเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการอุทธรณ์ โต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

และที่ว่าราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันใน ชั้นอุทธรณ์นั้น จะต้องถือตามราคาที่ดินพิพาทในขณะยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น แม้ในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ที่ดินพิพาทจะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาทก็ตาม แต่เมื่อขณะยื่นฟ้องที่ดินพิพาทมีราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่า ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ดังนั้นคําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณาเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

Advertisement